อ่านเฉพาะบทความของบล็อคในรูปแบบพิเศษ ...
sidebar / flipcard / mosaic / snapshot / timeslide
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระเบียบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระเบียบ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556


ย้อนกลับไปหลายปีที่ผ่านมา ประมาณ พ.ศ.2528 เคยใช้เวลานานนับปีในการเก็บรวบรวมกฎหมายทหารต่างๆ ตั้งแต่ กฎกระทรวง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ระเบียบกองทัพบก คำสั่งทหาร คำสั่ง กห. คำสั่ง ทบ. ระเบียบสำนักนายกฯ ระเบียบ กห. ระเบียบ ทบ.ฯลฯ กว่าจะได้มาแต่ละแผ่นแต่ละเรื่องแทบจะต้องพลิกแผ่นดินหา มาในระยะหลังจึงเริ่มฉลาดขึ้นมาหน่อยที่พบว่า มีการรวบรวมเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้พิมพ์เป็นเล่มใหญ่ๆ หนาเป็นตั้ง เรียกว่า ประมวลวินัยทหาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ภาค

รายละเอียดของแต่ละภาค คงจะต้องไปหาอ่านเอาต่อเองนะครับ แต่วันนี้พยายามจะไปดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหม ปรากฎว่าลิงค์เดิมหายสาบสูญไปเสียแล้วต้องไปค้นหามาจากคลังส่วนตัว แล้วตัดสินใจอัพโหลดไปไว้ในพื้นที่ส่วนตัวเสียเลยจะได้ไม่สูญหายไปไหนอีก

ท่านผู้ใฝ่รู้จึงสามารถเข้าไปดาวน์โหลด ประมวลวินัยทหาร 5 ภาคได้จากลิงค์ที่ด้านข้างนะครับ ทุกไฟล์เป็นไฟล์ .pdf  แต่สำหรับในภาคที่ 5 เล่ม 2 มีขนาดใหญ่เกินพิกัดไปหน่อยจึงต้องแปลงเป็นไฟล์  .rar  ก่อนนำขึ้นไปเก็บไว้ รบกวนให้ท่านคลายไฟล์ออกมาก่อนนะครับ หรือท่านจะเปิดจากตรงนี้ก็ได้


มีเวลาเมื่อไหร่ก็จะพยายามหากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานมาลงไว้ให้ทบทวนกันหรือถ้ามีข่าวคราวกฎหมายใหม่ๆ (แปลกๆ ) ก็จะเอามาลงไว้เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจารณ์ กันตามอัธยาศัย

บอกตรงๆ ว่ากฎหมายเมืองไทยมีออกมาเป็นรายชั่วโมงครับ ตามดูทันก็ดี ไม่ทันก็ช่าง ก็คนมันอยากจะออกซะอย่าง มีประโยชน์กับประชาชนหรือประเทศชาติหรือไม่มีก็ช่าง ขอให้คนออกกับพรรคพวกได้ประโยชน์เท่านั้นก็พอ ประเทศชาติและประชาชนไม่ใช่ส่วนสำคัญ ไชโย

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการปฎิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา
พ.ศ.๒๕๔๔

---------------------------

            โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปฎิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา เนื่องจากบัดนี้มีการโอนกรมตำรวจจากกระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับตำรวจ ทหาร พนักงานฝ่ายปกครอง และวิธีพิจารณาความอาญาใหม่แล้ว ประกอบกับข้อตกลงบางข้อไม่สอดคล้องกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมในเวลาปกติอันมิใช่ภาวะสงคราม จึงสมควรปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพสังคม และกฎหมายโดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งควรกำหนดระเบียบวิธีปฏิบัติให้ชัดเจน สะดวกต่อผู้ปฏิบัติและสามารถดำเนินการได้รวดเร็วไม่เสียหายต่อรูปคดีโดยคำนึงถึงหลักความสามัคคีปรองดอง และหลักการประสานงานระหว่างตำรวจ ทหารกับพนักงานฝ่ายปกครองในการร่วมมือและอำนวยความสะดวก เพื่อป้องปราม ป้องกัน หรือระงับเหตุวิวาทมิให้ลุกลามต่อไป อันจะช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมได้ประการหนึ่ง ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงแบบธรรมเนียมของแต่ละฝ่าย ตลอดจนความจำเป็นขององค์กรในการดูแลรักษาสถานที่ ยานพาหนะ และอาวุธยุทโธปกรณ์ของของตนให้ปลอดภัย และปกครองดูแลบุคลากรให้อยู่ในวินัยและได้รับการปฎิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี เป็นธรรมตามควรแก่กรณี แต่ทั้งนี้ต้องมิให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือฝ่าฝืนกฎหมายที่มีเพื่อคุ้มครองบุคคลทั่วไปโดยเสมอกัน อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๘) และ (๙) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
            ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ.๒๕๔๔ “
            ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
            ข้อ ๓ ให้ยกเลิก
                  ๓.๑ ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปฏิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ. ๒๔๙๘
                  ๓.๒ ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปฏิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ.๒๔๙๘ ( ฉบับที่ ๑ ) พ.ศ.๒๕๐๗
                  ๓.๓ ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการ ปฎิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ. ๒๔๙๘ ( ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ. ๒๕๑๒
                  ๓.๔ ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการ ปฎิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ. ๒๔๙๘ ( ฉบับที่ ๓ ) พ.ศ. ๒๕๑๘
                  ๓.๕ ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องการ ปฎิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญา พ.ศ.๒๔๙๘ ( ฉบับที่ ๔ ) พ.ศ. ๒๕๒๕
                  บรรดาข้อตกลง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือขัดแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
            ข้อ ๔ ในระเบียบนี้
            “ เขตที่ตั้งทหาร” หมายความว่า อาคาร สถานที่หรือบริเวณซึ่งมีหน่วยทหารตั้งอยู่
            “ คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา
            “ ตำรวจ” หมายความว่า ข้าราชการตำรวจตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจ
            “ ทหาร” หมายความว่า ข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร
            “ พนักงานฝ่ายปกครอง” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งมิใช่ตำรวจและทหาร แต่มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฏหมายอื่น
            “ สิ่งสื่อสาร” หมายความรวมถึง จดหมาย โทรศัพท์ โทรเลข โทรสาร โทรพิมพ์ วิทยุ และการติดต่อสื่อสารส่งข้อความทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด
            ข้อ ๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้
หมวด ๑
คณะกรรมการว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงาน
กรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา

            ข้อ ๖ องค์ประกอบของคณะกรรมการ
            ให้มีคณะกรรมการว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญาคณะหนึ่ง ประกอบด้วย
                ๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานกรรมการ
                ๒. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองประธานกรรมการ
                ๓. ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการ
                ๔. ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ
                ๕. ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ
                ๖. ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือ ผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมอบหมาย เป็นกรรมการ
                ๗. รองอัยการสูงสุดคนหนึ่งตามที่อัยการสูงสุดมอบหมาย เป็นกรรมการ
                ๘. ข้าราชการตำรวจระดับผู้บัญชาการขึ้นไปคนหนึ่งตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบหมาย เป็นกรรมการ
                ๙. อธิบดีกรมการปกครอง เป็นกรรมการ
                ๑๐.เจ้ากรมพระธรรมนูญ เป็นกรรมการและเลขานุการ
            ข้อ ๗. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
            คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
                ๑. วางมาตราการป้องกัน แก้ไข วินิจฉัย สั่งการหรือให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่หรือผู้เสียหายที่ร้องเรียนเมื่อมีปัญหาในทางปฏิบัติอันเกิดจากการใช้ระเบียบนี้ในกรณีที่เห็นว่าปัญหาใดเป็นเรื่องสำคัญอันควรได้รับคำวินิจฉัยหรือสั่งการให้มีผลเป็นการทั่วไปให้เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา
                ๒. ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับแบบของหนังสือ ขั้นตอนหรือรายละเอียดในการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา ตลอดจนข้อกำหนดว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติตนของทหาร พนักงานฝ่ายปกครอง และตำรวจ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ข้อกำหนดดังกล่าวให้มีผลเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา
                ๓. เสนอนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฏ ระเบียบ คำสั่ง หรือข้อบังคับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา
                ๔. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายให้บุคคลใดช่วยในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ
            บุคคลใดเห็นว่าตนหรือสมาชิกในครอบครัวของตนได้รับความเสียหายหรือความไม่เป็นธรรม เนื่องจากการที่ทหาร พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ อ้างการปฏิบัติตามระเบียบนี้ หรือละเลยการปฏิบัติตามระเบียบนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการหรือผู้ที่คณะกรรมการมอบหมายเพื่อแนะนำ วินิจฉัยหรือสั่งการได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
หมวด ๒
การประสานงานระหว่างทหารกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
            ข้อ ๘ การประสานงานก่อนเกิดเหตุ
            ให้ผู้บังคับบัญชาของทหาร พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีความสามัคคีระหว่างกัน และพยายามป้องกันหรือระงับความขัดแย้งเพื่อมิให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นโดยเฉพาะในบริเวณนอกเขตที่ตั้งทหารในการนี้ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจอาจขอให้ฝ่ายทหารจัดส่งสารวัตรทหารหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไปร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยในบางสถานที่หรือบางโอกาสเพื่อป้องปรามหรือป้องกันเหตุร้ายได้ตามความจำเป็น
            ข้อ ๙ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจขอความร่วมมือจากทหาร
            ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจสืบทราบว่าทหารจะกระทำความผิดอาญา ใช้อิทธิพลในทางมิชอบ ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนหรือจะมีการก่อเหตุวิวาทนอกเขตที่ตั้งทหารไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยฝ่ายทหารทั้งหมดหรือมีทหารร่วมอยู่ด้วย ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตักเตือนห้ามปรามไปตามอำนาจหน้าที่ถ้าเกรงว่าจะไม่เป็นผลให้แจ้งเหตุแก่ฝ่ายทหารโดยด่วนเพื่อขอความร่วมมือในการสอดส่องตรวจตรา ระงับยับยั้งหรือป้องกันมิให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้น
เมื่อมีการร้องขอหรือแจ้งเหตุดังกล่าว ให้ฝ่ายทหารให้ความร่วมมือตามความจำเป็น ทั้งนี้ ทหาร พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุต้องสวมเครื่องแบบ ส่วนจะนำอาวุธไปด้วยหรือไม่ ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาผู้เป็นหัวหน้าหน่วยของฝ่ายนั้น ๆ แต่มิให้ใช้อาวุธ เว้นแต่จะมีความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หัวหน้าชุดของแต่ละฝ่ายที่จะควบคุมไปต้องเป็นข้าราชการ นายทหาร หรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ห้ามมิให้ทหาร พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจที่มิได้รับคำสั่ง ไปยังสถานที่นั้นเองเป็นอันขาด
            ข้อ ๑๐ ทหารขอความร่วมมือจากพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
เมื่อฝ่ายทหารจับกุมตัวทหารที่ถูกหาว่ากระทำผิดวินัยทหารหรือกระทำความผิดอาญาได้ และประสงค์จะใช้สถานที่ สิ่งสื่อสาร หรือยานพาหนะของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ เพื่อการสอบสวนหรือดำเนินการในส่วนของทหาร ให้ขอความร่วมมือจากพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ตามความจำเป็น
            ข้อ ๑๑ หน่วยประสานงาน
            การร้องขอ การขอความร่วมมือหรือการแจ้งเหตุใด ๆ ต่อฝ่ายทหาร ตามระเบียบนี้ นอกจากการประสานงานกับผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของทหารผู้เกี่ยวข้องหรือหน่วยทหารใน
เขตที่ตั้งทหารซึ่งใกล้ที่สุดกับบริเวณที่เกิดเหตุหรือเชื่อว่าจะเกิดเหตุโดยใช้สิ่งสื่อสารแล้ว พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจอาจประสานโดยใช้สิ่งสื่อสารกับหน่วยทหารอื่นในพื้นที่ได้ตามความจำเป็น
            ข้อ ๑๒ การรายงานคดี
            ในกรณีที่นายทหารสัญญาบัตรประจำการหรือข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาอันมิใช่ความผิดลหุโทษ ความผิดประเภทที่พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบได้ หรือคดีที่เสร็จสิ้นหรือระงับไปในชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว ให้พนักงานสอบสวนรายงานคดีตามลำดับถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ได้รับมอบหมายเพื่อแจ้งให้กระทรวงกลาโหมทราบ
หมวด ๓
การจับกุม การควบคุมและการรับตัวทหารไปควบคุม
            ข้อ ๑๓ การจับกุมทหาร
            ในกรณีมีคำสั่งหรือหมายของศาลให้จับทหารผู้ใด ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของทหารผู้นั้นทราบในโอกาสแรก เว้นแต่เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่กฎหมายให้จับได้โดยไม่ต้องมีหมาย หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าทหารผู้นั้นจะหลบหนีการจับกุมตามหมาย
ในการจับกุมทหารผู้ใด ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจแจ้งให้ทหารผู้นั้นไปยังที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หากไม่ยอมไป ขัดขวางหรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ให้จับกุมได้ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๗ โดยอาจร้องขอให้สารวัตรทหารช่วยควบคุมตัวผู้นั้นไปส่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจก็ได้ หากทหารมีจำนวนมาก ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจรีบแจ้งให้ฝ่ายทหารทราบโดยเร็วเพื่อมาช่วยระงับเหตุและร่วมมือในการจับกุมทหารผู้กระทำผิดไปดำเนินคดี
ในการจับกุมตามวรรคหนึ่ง หากทหารผู้นั้นสวมเครื่องแบบอยู่ให้ปฏิบัติตาม ข้อ ๑๔ โดยอนุโลม และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องพันธนาการ เว้นแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และมิให้ใช้อาวุธระหว่างการจับกุมโดยไม่จำเป็น
            ถ้าเป็นกรณีทหารและตำรวจหรือพนักงานฝ่ายปกครองกำลังก่อการวิวาทกัน ให้รีบรายงานผู้บังคับบัญชาของแต่ละฝ่ายทราบทันที และให้ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องรีบออกไประงับเหตุโดยเร็ว ส่วนการดำเนินการขั้นต่อไปให้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน
            ข้อ ๑๔ การควบคุมตัวทหาร
            การควบคุมตัวทหารที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาและถูกจับกุมตัวไปยังที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ถ้าทหารที่ถูกจับกุมและควบคุมตัวสวมเครื่องแบบ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจดำเนินการดังนี้
                  ( ๑ ) แนะนำให้ทหารผู้นั้นทราบถึงเกียรติของเครื่องแบบทหารและขอให้พิจารณาว่าจะถอดเครื่องแบบหรือไม่
                  ( ๒ ) ถ้าทหารไม่ยอมถอดเครื่องแบบ ให้แจ้งฝ่ายทหารทราบ เพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมาแนะนำให้ทหารถอดเครื่องแบบแล้วดำเนินการตามวรรคแรก หากฝ่ายทหารไม่มาภายในระยะเวลาอันสมควรหรือระยะเวลาที่กำหนด หรือดำเนินการใด ๆ แล้วไม่เป็นผล ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจปฏิบัติตามวรรคแรกได้ และบันทึกเหตุผลไว้ แล้วแจ้งเหตุนั้นให้ฝ่ายทหารทราบ
            ข้อ ๑๕ การปล่อยชั่วคราว
            การปล่อยชั่วคราวหรือการพิจารณาคำขอประกันทหารผู้ต้องหาให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๙ ประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาและระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการนี้เช่นเดียวกับผู้ต้องหาทั่วไป
            ข้อ ๑๖ การรับตัวทหาร
            เมื่อควบคุมตัวทหารไว้ตามข้อ ๑๔ แล้ว ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจแจ้งการจับกุมให้ฝ่ายทหารที่เป็นผู้บังคับบัญชาของทหารผู้นั้นทราบทางสิ่งสื่อสารหรือหนังสือโดยไม่ชักช้า และให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
                  ( ๑ ) หากฝ่ายทหารแจ้งว่าไม่ประสงค์จะรับตัวผู้ต้องหานั้นไปหรือไม่มาขอรับตัวภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้พนักงานสอบสวนควบคุมตัวและดำเนินการไปตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ฝ่ายทหารอาจแจ้งขอรับตัวมาภายหลังจากนั้นได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ดำเนินการตาม
                  ( ๒) หากฝ่ายทหารแจ้งว่าประสงค์จะรับตัวผู้ต้องหาไปจากพนักงานสอบสวนก็ให้นำหนังสือขอรับตัวผู้ต้องหามาแสดงต่อพนักงานสอบสวน ในกรณีนี้ให้พนักงานสอบสวนทำหนังสือส่งมอบตัว และให้บันทึกเป็นหลักฐานรวมเข้าสำนวนไว้ พร้อมกับลงบันทึกในรายงานประจำวันด้วย
                  ( ๓ ) หากพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเห็นว่ามีความจำเป็นในทางคดีที่จะต้องนำตัวทหารไปดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่การรวบรวมพยานหลักฐานนอกจากการสอบปากคำ เช่น การนำชี้สถานที่เกิดเหตุ การชี้ตัว การทำแผนประทุษกรรมอาจขอดำเนินการก่อนที่จะส่งมอบตัวทหารผู้ต้องหาให้ฝ่ายทหารรับตัวไปก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ถ้าผู้ต้องหาต้องการให้ฝ่ายทหาร ทนายความ หรือผู้อื่นซึ่งตนไว้วางใจอยู่ในสถานที่นั้นด้วยก็ให้อนุญาตตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๔๑ และมาตรา ๒๔๒
หนังสือขอรับตัวและหนังสือส่งมอบตัวผู้ต้องหาตามข้อนี้ให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด
ในการรับตัวทหารไปจากพนักงานสอบสวน หากพนักงานสอบสวนเห็นควรให้ฝ่ายทหารควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้เพื่อประโยชน์ทางคดี ก็ให้แจ้งเป็นหนังสือและให้ฝ่ายทหารดำเนินการตามกฏหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร
การรับตัวทหารที่ได้รับบาดเจ็บและถูกควบคุมตัวไว้ ณ สถานพยาบาลให้ดำเนินการดังกล่าวข้างต้นแต่ให้พนักงานสอบสวนแจ้งผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทราบด้วย
หมวด ๔
การตรวจค้น
            ข้อ ๑๗ การตรวจค้นตัวบุคคล
            การตรวจค้นตัวทหาร ให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา
            ข้อ ๑๘ การตรวจค้นสถานที่และที่รโหฐาน
            การตรวจค้นสถานที่และที่รโหฐานของทหารที่ไม่เกี่ยวกับราชการทหารให้เป็นไปตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๘
การตรวจค้นสถานที่และที่รโหฐานอันเป็นเขตที่ตั้งทหารหรือของทางราชการ นอกจากจะต้องปฏิบัติตามวรรคก่อนแล้ว ให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจค้นแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้รับผิดชอบเขตที่ตั้งทหารนั้นส่งผู้แทนไปอยู่ในการตรวจค้นด้วย
            ข้อ ๑๙ การตรวจค้นยานพาหนะ
            การตรวจค้นยานพาหนะของทหารไม่ว่าจะเป็นของส่วนตัวหรือทางราชการทหารหรือการค้นตัวทหารที่อยู่ในยานพาหนะนั้นไม่ว่าจะสวมเครื่องแบบหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญและให้ทหารผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมยานพาหนะให้ความร่วมมือและความสะดวกจนกว่าการตรวจค้นจะเสร็จสิ้น
            การตรวจค้นยานพาหนะของทางราชการทหาร เช่น รถสงคราม เครื่องบิน เรือซึ่งชักธงราชนาวี ขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ และมีนายทหารชั้นสัญญาบัตรควบคุมยานพาหนะนั้นมา ผู้มีอำนาจหน้าที่ตรวจค้นจะตรวจค้นได้ต่อเมื่อมีหนังสืออนุมัติจากผู้บังคับบัญชายานพาหนะนั้น ๆ ตั้งแต่ชั้นผู้บัญชาการกองพลหรือเทียบเท่าขึ้นไป
            การตรวจค้นยานพาหนะของทางราชการทหารอันผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารผู้เป็นหัวหน้าของหน่วยนั้นมีหนังสือรับรองว่าจะเป็นเหตุให้การปฏิบัติการยุทธพึงเสียเปรียบ ให้งดการตรวจค้น
            ข้อ ๒๐ การตรวจค้นสิ่งของราชการลับ
            ในการตรวจค้น ถ้าได้รับแจ้งจากฝ่ายทหารว่าสิ่งของใดเป็นราชการลับทางทหาร ให้ดำเนินการดังนี้
                  ( ๑ ) เมื่อนายทหารชั้นสัญญาบัตรที่เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทำหนังสือรับรองกำกับสิ่งของนั้นและแจ้งให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจทราบให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตรวจค้นงดเว้นการตรวจเฉพาะสิ่งของดังกล่าว แล้วทำบันทึกเหตุงดเว้นการตรวจค้น พร้อมทั้งลงชื่อรับรองทุกฝ่ายแล้วรีบรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ
                  (๒ ) ถ้าผู้มีอำนาจหน้าที่ตรวจค้นซึ่งมีตำแหน่งตั้งแต่ชั้นปลัดอำเภอ หรือหัวหน้าสถานีตำรวจขึ้นไปยังติดใจสงสัยที่จะตรวจค้น ให้ทำเครื่องหมายลงชื่อทุกฝ่ายปิดผนึกหรือกำกับไว้ที่หีบห่อหรือภาชนะบรรจุสิ่งของนั้นแล้วจัดส่งสิ่งของนั้นไปยังสถานที่ปลายทางตามที่ตกลงกัน เพื่อร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการเปิดตรวจสิ่งของนั้นต่อไป
            ถ้าสิ่งของใดอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ตรวจค้นหรือก่อให้เกิดความเสียหายอันจะทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของราชการลับหรือไม่ก็ตาม ให้ดำเนินการตามวรรคก่อนโดยอนุโลม
            การตรวจค้นสิ่งของใดอันผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารผู้เป็นหัวหน้าของหน่วยนั้นมีหนังสือรับรองว่าจะเป็นเหตุให้การปฏิบัติการยุทธพึงเสียเปรียบให้งดการตรวจค้น
            ข้อ ๒๑ การประสานการตรวจค้น
            ในการตรวจค้นตัวบุคคล สถานที่และที่รโหฐาน ยานพาหนะหรือสิ่งของตามหมวดนี้ ให้กระทำในเวลาและสถานที่อันสมควร โดยใช้ความสุภาพนุ่มนวลตามสมควรแก่กรณี ถ้ามีสารวัตรทหารอยู่ ณ สถานที่หรือบริเวณที่จะตรวจค้น ให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตรวจค้นประสาน โดยขอสารวัตรทหารมาร่วมเป็นพยานในการตรวจค้นด้วย แต่ถ้าไม่มีหรือมีแต่สารวัตรทหารไม่ยินยอมร่วมเป็นพยานก็ให้บันทึกไว้ และเมื่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตรวจค้นดำเนินการเสร็จแล้ว ให้ทำบันทึกพร้อมกับให้ทุกฝ่ายลงชื่อรับรองและต่างยึดถือไว้ฝ่ายละหนึ่งฉบับ
หมวด ๕
การสอบสวน
            ข้อ ๒๒ การสอบสวนคดีทหาร
            ฝ่ายทหารจะทำการสอบสวนการกระทำความผิดของทหารตามกฏหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารได้เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้
                   ( ๑ ) คดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร
                   ( ๒ ) คดีที่ผู้กระทำผิดและผู้เสียหายต่างอยู่ในอำนาจศาลทหารด้วยกัน ตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในเขตที่ตั้งทหารหรือไม่ก็ตาม
                   ( ๓ ) คดีอาญาที่เกี่ยวด้วยวินัยทหารตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร
                   ( ๔ ) คดีอาญาที่เกี่ยวด้วยความลับของทางราชการทหาร
            ในกรณีที่ฝ่ายทหารร้องขอให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยลำพังหรือร่วมกับฝ่ายทหารหรือช่วยดำเนินการอย่างอื่นเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานเช่น การสืบสวน การค้นหรือการจับกุม ให้พนักงานสอบสวนให้ความรวมมือตามที่ฝ่ายทหารร้องขอ
            คดีตามวรรคหนึ่ง ถ้าฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษไว้ก่อนแล้ว หรือได้ประสบเหตุและมีความจำเป็นต้องสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วรีบแจ้งให้ฝ่ายทหารทราบ ถ้าฝ่ายทหารขอรับตัวทหารผู้ต้องหาไปดำเนินการ ให้มอบตัวและสำนวนการสอบสวนให้ไป แต่ถ้าฝ่ายทหารไม่มารับตัวและไม่แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบ ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไปได้จนเสร็จสิ้น
            ข้อ ๒๓ การสอบสวนคดีอาญา
            ในกรณีที่ทหารเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งผู้บังคับบัญชาของทหารผู้นั้นทราบ แล้วดำเนินการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ต้องหาทราบ ดังนี้
                   ( ๑ ) สิทธิที่จะขอประกันตัวตามมาตรา ๒๓๙
                   ( ๒ ) สิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัวในกรณีถูกควบคุมหรือคุมขังตามมาตรา ๒๓๙
                   ( ๓ ) สิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมตามสมควรในกรณีถูกควบคุมหรือคุมขังตามมาตรา ๒๓๙
                   ( ๔ ) สิทธิที่จะได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรมตามมาตรา ๒๔๑
                   ( ๕ ) สิทธิที่จะให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจ เช่น นายทหารพระธรรมนูญ หรือนายทหารชั้นสัญญาบัตร เข้าฟังการสอบปากคำของตนได้ตามมาตรา ๒๔๑
                   ( ๖ ) สิทธิที่จะตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวนหรือเอกสารประกอบคำให้การของตนตามหลักเกณฑ์ของกฏหมาย เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้วตามมาตรา ๒๔๑
                   ( ๗ ) สิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ตามหลักเกณฑ์ของกฏหมายตามมาตรา ๒๔๒
                  ( ๘ ) สิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญาตามมาตรา ๒๔๓
                  (๙ ) สิทธิที่จะได้รับการเตือนว่าถ้อยคำซึ่งเกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ถูกทรมาน ใช้กำลังบังคับหรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา ๒๔๓
            ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าทหารผู้ต้องหาได้กระทำหรือจะกระทำความผิดตามประมวลกฏหมายอาญาทหารหรือกฏหมายว่าด้วยวินัยทหารด้วย ผู้บังคับบัญชาของทหารผู้ต้องหาอาจส่งนายทหารพระธรรมนูญหรือนายทหารชั้นสัญญาบัตรอื่นใดเข้าฟังการสอบปากคำทหารผู้ต้องหาก็ได้
            ให้นำข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕ และข้อ ๑๖ มาใช้กับการควบคุมตัวและการปล่อยชั่วคราวทหารผู้ต้องหาในระหว่างการสอบสวนโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงกำหนดเวลาควบคุมตัวตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย ในกรณีที่ฝ่ายทหารเห็นว่าการสอบสวนล่าช้า จะขอให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดหรือชี้แจงเหตุผลก็ได้
            ข้อ ๒๔ คดีในอำนาจศาลแขวงและคดีที่เปรียบเทียบ
            ถ้าทหารผู้ต้องหาคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลแขวงให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฏหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง โดยแจ้งให้ฝ่ายทหารทราบการจับกุมและการฟ้องคดีด้วย
            ถ้าคดีอาญาที่ทหารต้องหาว่ากระทำความผิดนั้นอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะเปรียบเทียบได้ตามกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารหรือไม่ก็ตาม และทหารผู้ต้องหายินยอมให้เปรียบเทียบได้ ให้พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบตามอำนาจหน้าที่ ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบ ก็ให้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการหรืออัยการทหารเพื่อดำเนินการต่อไป
            ข้อ ๒๕ การสอบสวนกรณีทหารและตำรวจก่อการวิวาทกัน
            ในกรณีที่ทหารและตำรวจก่อการวิวาทกันไม่ว่าจะมีบุคคลอื่นร่วมกระทำความผิดหรือได้รับความเสียหายด้วยหรือไม่ก็ตาม ให้ฝ่ายตำรวจรายงานตามลำดับชั้นถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหากเหตุเกิดในกรุงเทพมหานคร หรือหัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด หากเหตุเกิดในจังหวัดอื่น เพื่อให้แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนร่วมกันระหว่างฝ่ายตำรวจกับฝ่ายทหารมีจำนวนตามความจำเป็นแห่งรูปคดี โดยให้แต่ละฝ่ายมีจำนวนเท่ากัน เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจสั่งคดีไปตามอำนาจหน้าที่ประกอบกับผลการสอบสวนนั้น แต่ถ้าความเห็นของคณะพนักงานสอบสวนร่วมกันของฝ่ายตำรวจไม่ตรงกับฝ่ายทหาร ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้มีความเห็นทางคดีแล้วส่งสำนวนให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไป
            หากพนักงานสอบสวนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่มาร่วมการสอบสวนตามกำหนดนัด ให้คณะพนักงานสอบสวนร่วมกันเท่าที่มีอยู่ดำเนินการสอบสวนต่อไปจนแล้วเสร็จเพื่อมิให้การสอบสวน ล่าช้าจนเกิดความเสียหายหรือเป็นผลให้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้นาน ทั้งนี้ให้บันทึกการที่ฝ่ายใดไม่มาร่วมทำการสอบสวนติดสำนวนไว้ด้วย
            ในระหว่างรอการแต่งตั้งหรือรอการประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมกันตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจปฏิบัติหน้าที่เท่าที่จำเป็นก่อนได้ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อมิให้เสียหายแก่รูปคดีหรือเพื่อประโยชน์แก่ความเที่ยงธรรมของคดี
            ข้อ ๒๖ การชันสูตรพลิกศพ
            ในกรณีที่ทหารตายโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติการตามหน้าที่ให้จัดให้มีการสอบสวนและชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารหรือหน่วยทหารตามข้อ ๑๑ ทราบเพื่อส่งนายทหารสัญญาบัตรเข้าฟังการสอบสวนและร่วมสังเกตการชันสูตรพลิกศพด้วย
หมวด ๖
การส่งสำนวนการสอบสวน
            ข้อ ๒๗ การส่งสำนวนและผู้ต้องหาให้อัยการ
            เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นลง ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ดังนี้
                  ( ๑ ) ถ้าเป็นคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฏหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร ให้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการทหารเพื่อดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป ส่วนผู้ต้องหานั้น ถ้าได้มอบตัวให้ผู้บังคับบัญชารับไปควบคุมไว้ก่อนแล้วตามข้อ ๑๖ ก็อาจไม่ต้องขอรับตัวมาดำเนินการอีก แต่ให้บันทึกและแจ้งให้อัยการทหารทราบว่าได้มอบตัวผู้ต้องหาให้ผู้บังคับบัญชาผู้ใดรับตัวไปแล้วตั้งแต่เมื่อใด
                  ( ๒ ) ถ้าเป็นคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งตัวทหารผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป การส่งตัวทหารผู้ต้องที่อยู่ในการควบคุมของผู้บังคับบัญชา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อส่งตัวทหารผู้นั้นมายังพนักงานสอบสวนตามสถานที่และเวลาที่กำหนดเพื่อส่งให้พนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน
ในกรณีที่พนักงานอัยการสั่งฟ้องไม่ทันในวันนั้น หากมิได้มีการสั่งให้ปล่อยชั่วคราว ให้พนักงานอัยการมอบตัวผู้ต้องหาให้อยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวนสำหรับในกรุงเทพมหานคร ส่วนในจังหวัดอื่นให้ฝากตัวผู้ต้องหาให้เรือนจำควบคุมไว้
            ข้อ ๒๘ การส่งสำนวนให้อัยการทหาร
            ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการทหาร เพื่อดำเนินการตามกฏหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารต่อไป ในกรณีดังต่อไปนี้
                  ( ๑ ) คดีอาญาซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบได้และเปรียบเทียบเสร็จแล้วหรือทหารผู้ต้องหาไม่ยอมให้เปรียบเทียบตามข้อ ๒๔ วรรคสอง
                  ( ๒ ) คดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและยังจับตัวทหารผู้ต้องหาไม่ได้
                  ( ๓ ) คดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและจับตัวทหารผู้ต้องหาได้แต่หลักฐานไม่พอฟ้องหรือพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง
                  ( ๔ ) กรณีมีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของฝ่ายทหารซึ่งอ้างว่าปฏิบัติการตามหน้าที่
                  ( ๕ ) กรณีที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีทหารตามที่ฝ่ายทหารร้องขอตามข้อ ๒๒ วรรคสอง เสร็จสิ้นแล้ว
            ในกรณีที่ฝ่ายทหารเป็นผู้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับคดีที่ต้องทำการชันสูตรพลิกศพ เมื่อพนักงานสอบสวนชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาเสร็จแล้ว ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพไปให้เจ้าหน้าที่สอบสวนฝ่ายทหารตามที่ได้รับการร้องขอ
            ข้อ ๒๙ การแจ้งผลคดีเพื่อการประสานงาน
            ในคดีอาญาซึ่งทหารเป็นผู้ต้องหาและอยู่ในอำนาจศาลบยุติธรรมให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการแจ้งผลคดีเพื่อการประสานงาน ดังนี้
                  ( ๑ ) เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนหรือหัวหน้าสถานีตำรวจที่เกี่ยวข้องแจ้งความเห็นทางคดีชั้นสอบสวนไปยังฝ่ายทหาร
                  ( ๒ ) เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องหรือมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้วให้พนักงานอัยการแจ้งการแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังฝ่ายทหาร
                  ( ๓ ) เมื่อศาลยุติธรรมมีคำพิพากษาประการใด ให้พนักงานอัยการแจ้งคำพิพากษาของทุกชั้นศาลไปยังฝ่ายทหาร
                  ( ๔ ) ในกรณีที่ทหารผู้กระทำผิดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและฝ่ายทหารที่ได้รับแจ้งต้องการที่จะรับตัวทหารผู้กระทำผิดนั้นเมื่อพ้นโทษ ให้แจ้งการอายัดตัวให้ผู้บัญชาการเรือนจำที่ทหารผู้กระทำผิดนั้นต้องคุมขังอยู่ได้ทราบ และให้ผู้บัญชาการเรือนจำแจ้งให้ฝ่ายทหารที่แจ้งการอายัดคัวทราบเมื่อใกล้กำหนดวันเวลาที่จะปล่อยตัวไป
                  ( ๕ ) เมื่อจะมีการปล่อยตัวทหารผู้กระทำผิด หากมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมารับตัว ก็ให้มอบตัวไป แต่ถ้าไม่มีก็ให้ผู้ที่มีอำนาจสั่งปล่อยหรือพนักงานอัยการในกรณีที่ศาลยุติธรรมเป็นผู้สั่งปล่อย แจ้งให้ทหารผู้นั้นไปรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด
                  ( ๖ ) ถ้าทหารผู้นั้น ต้องหาในคดีอื่นซึ่งจะต้องนำตัวไปฟ้องยังศาลทหารอีกด้วย หรือผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารต้องการตัว ให้ฝ่ายทหารมีหนังสืออายัดตัวไว้กับพนักงานสอบสวน และให้ พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในสำนวนการสอบสวนว่าทางทหารยังต้องการตัว และให้ผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารติดต่อกับพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อรับตัวทหารนั้นไป
            ข้อ ๓๐ การดำเนินคดีกับบุคคลบางประเภท
            การดำเนินคดีอาญากับบุคคลบางประเภท ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
                  ( ๑ ) ในกรณีที่ทหารผู้ต้องหาว่ากระทำผิดคดีอาญาและอยู่ในอำนาจศาลทหารเป็นเด็กหรือเยาวชนตามกฏหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการไปตามกฎหมายนั้นทุกประการ และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของทหารผู้ต้องหานั้นทราบ
                  ( ๒ ) ในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นพลเรือนในสังกัดราชการทหาร แต่การกระทำผิดคดีอาญาเกิดในขณะที่บุคคลนั้นปฏิบัติหน้าที่ยามรักษาสถานที่ราชการทหาร ให้นำความในข้อ ๗ ข้อ ๑๑ และข้อ ๑๖ มาใช้โดยอนุโลม
                  ( ๓ ) ในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นอาสาสมัครทหารพรานที่อยู่ในความควบคุมดูแลของทางราชการทหาร และการกระทำผิดคดีอาญาเกิดในขณะที่บุคคลนั้นยังสังกัดอยู้ในหน่วยอาสาสมัครทหารพราน ให้นำความในข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ และข้อ ๒๓ มาใช้โดยอนุโลม
ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔

(ลงชื่อ) พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
( ทักษิณ ชินวัตร )
นายกรัฐมนตรี

ผนวก ก.
แนวทางปฏิบัติของกำลังพล
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ.๒๕๔๔ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
---------------------------
             เมื่อเจ้าพนักงานขอตรวจค้น
                   ๑. เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจค้นทหารได้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสิ่งของเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือมีไว้เป็นความผิด
                   ๒. การตรวจค้นทหารตามข้อ ๑ ให้กระทำในเวลาและสถานที่อันควร ทหารผู้ถูกตรวจค้นควรร้องขอ สห.หรือบุคคลอื่นในสถานที่นั้นเป็นพยานเมื่อถูกตรวจค้น
                   ๓. การตรวจค้นตัวทหารต้องกระทำโดยสุภาพ ถ้าค้นตัวทหารหญิงต้องใช้ผู้หญิงเป็นผู้ค้น
                   ๔. การตรวจค้นสถานที่ ต้องมีหมายศาลและให้เจ้าพนักงานแสดงหมายและแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อนทำการตรวจค้น
                   ๕. การตรวจค้นสถานที่โดยไม่ต้องมีหมายศาลตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อเสียร้องให้ช่วยจากข้างในสถานที่นั้น หรือปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำข้างในสถานที่นั้น หรือผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าหนีเข้าซุกซ่อนตัวในสถานที่นั้น หรือมีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำความผิดซ่อนอยู่ในสถานที่นั้น หากเนิ่นช้าจะถูกโยกย้ายเสียก่อน หรือผู้จะต้องถูกจับกุมเป็นเจ้าบ้านที่มีหมายจับ
                   ๖. การตรวจค้นสถานที่อันเป็นเขตที่ตั้งทหาร หรือของทางราชการ ต้องมีหมายศาลและให้เจ้าพนักงานแสดงหมาย หรือมีเหตุให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายศาลที่กฎหมายบัญญัติเช่นเดียวกับข้อ ๕ แล้วให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้รับผิดชอบเขตที่ตั้งทหาร ส่งผู้แทนไปอยู่ด้วยในการตรวจค้นทุกครั้ง
                   ๗. การตรวจค้นยานพาหนะ (รถทุกประเภท ยกเว้นรถสงคราม) หรือค้นตัวทหารที่อยู่ในยานพาหนะต้องกระทำโดยสุภาพ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสิ่งของเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือมีไว้เป็นความผิด
                   ๘. ผู้ครอบครองหรือควบคุมยานพาหนะ ต้องให้ความร่วมมือและให้ความสะดวกจนกว่าการตรวจค้นจะเสร็จสิ้น
                   ๙. การตรวจค้นยานพาหนะของทหารราชการ เช่น รถสงคราม และมีนายทหารชั้นสัญญาบัตรควบคุมยานพาหนะนั่งมา เจ้าพนักงานผู้ตรวจค้นต้องมีหนังสืออนุมัติจาก ผบ.พล. หรือเทียบเท่าขึ้นไป
            เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมทหาร
                   ๑. การจับกุมทหารผู้ใดต้องมีคำสั่ง หรือหมายศาลให้จับทหารนั้น
                   ๒. เมื่อคำสั่งหรือหมายศาลตามข้อ ๑ เจ้าพนักงานต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของทหารผู้นั้นทราบในโอกาสแรก
                   ๓. นอกจากการจับกุมตามข้อ ๑ แล้ว ถ้าเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า หรือพบว่ากำลังพยายามกระทำความผิด หรือมีพฤติการณ์สงสัยว่าจะกระทำความผิด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี หรือจะหลบหนีการจับกุมตามหมายให้จับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมาย
                   ๔. ทหารผู้ถูกขับกุมต้องรับทราบข้อหาที่ถูกจับกุมตัวก่อน โดยขั้นต้นต้องจดจำ ยศ-ชื่อ เจ้าพนักงานผู้จับกุม และวันเวลาพฤติการณ์ รวมถึงพยานที่เห็นเหตุการณ์ด้วย
                   ๕. ขอให้แจ้งเจ้าพนักงานผู้จับกุม หรือพนักงานสอบสวนว่า เป็นทหารสังกัดหน่วยใดที่ตั้ง ตำบล อำเภอ จังหวัด หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อหน่วยต้นสังกัด ผู้บังคับบัญชาชื่อ
                   ๖. ขอความร่วมมือกับบุคคลอื่นๆ ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาของทหารที่ถูกจับกุมให้ทราบว่ามีกำลังพลของหน่วยถูกจับกุมอยู่ที่ใด
                   ๗. หากมีอันตรายหรือบาดเจ็บจากการจับกุม ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาในโอกาสแรก เพื่อให้ส่งตัวไปรักษาพยาบาล
                   ๘. เมื่อทหารถูกจับกุมในขณะแต่งเครื่องแบบ เจ้าพนักงานผู้จับกุมจะบังคับให้ทหารถอดเครื่องแบบไม่ได้
                   ๙. กรณีทหารสวมเครื่องแบบต้องหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องพันธนาการ หรือใส่กุญแจมือ เว้นแต่จะหลบหนีหรือขัดขืนการจับกุม
                   ๑๐. กรณีทหารไม่สวมเครื่องแบบ ปฏิบัติเช่นกับบุคคลพลเรือนทั่วไป
           การควบคุมตัวทหาร และการปล่อยชั่วคราว
                   ๑. เจ้าพนักงานจับกุมตัวทหารมาถึงที่ทำการของเจ้าพนักงานผู้จับกุม สามารถควบคุมตัวทหารผู้ถูกจับกุม ได้เท่าที่จำเป็นแต่ได้ไม่เกิน ๓ วัน
                   ๒. ทหารผู้ต้องหา หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ยื่นคำร้องขอให้พนักงานปล่อยตัวทหารผู้ต้องหาชั่วคราวในชั้นสอบสวนได้ ตามหลักเกณฑ์ในเรื่องการปล่อยชั่วคราวตามที่กฎหมายบัญญัติ
                   ๓. หากฝ่ายทหารไม่ประสงค์จะขอรับตัวทหารผู้ต้องหาไปควบคุมในอำนาจฝ่ายทหารและเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงหรือคดีที่เปรียบเทียบปรับได้ ถ้าทหารผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินคดีในศาลแขวง หรือเปรียบเทียบปรับตามอำนาจหน้าที่ได้
                   ๔. คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารและฝ่ายทหารไม่ประสงค์จะขอรับตัวทหารผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนสามารถควบคุมตัวทหารผู้ต้องหาได้ไม่เกิน ๓ วัน และต้องขออำนาจศาลฝากขังต่อไปได้ไม่เกิน ๗ วัน หรือ ๔๘ วัน หรือ ๘๔ วัน แล้วแต่คดีความผิด
                   ๕. เมื่อฝ่ายทหารขอรับตัวหรือได้รับตัวทหารผู้ต้องหาจากพนักงานสอบสวน ทหารผู้ต้องหา หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องต่อผู้บังคับบัญชาของผู้ต้องหา เพื่อขอให้ปล่อยตัวทหารผู้ต้องหาชั่วคราวในชั้นสอบสวนได้
                   ๖. ฝ่ายทหารขอรับตัวหรือได้รับตัวทหารผู้ต้องหาจากพนักงานสอบสวนมาควบคุมตามอำนาจฝ่ายทหาร ผู้บังคับบัญชาจะควบคุมตัวทหารผู้ต้องหารวมไม่เกิน ๙๐ วัน โดยพนักงานสอบสวนจะร้องขอให้ควบคุมตัวทหารผู้ต้องหาต่อผุ้บังคับบัญชาทหารได้ครั้งละไม่เกิน ๑๒ วัน
           การสอบสวนคดี
                   ๑. เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบแล้ว ผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใด หรือไม่เต็มใจให้การอย่างใดก็ได้
                   ๒. ก่อนที่จะดำเนินการตามข้อ ๑. ให้ทหารผู้ต้องหาแจ้งต่อพนักงานสอบสวนขอให้มี นธน. หรือนายทหารสัญญาบัตร หรือทนายความ หรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวน
                   ๓. ถ้าทหารผู้ต้องหาต้องการให้มี นธน. หรือนายทหารสัญญาบัตร หรือทนายความ หรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจอยู่ด้วยในขณะนำชี้สถานที่เกิดเหตุ, การที่ผู้เสียหายชี้ตัว, การทำแผนที่เกิดเหตุ หรือการทำแผนประทุษกรรม ก็ให้ร้องขอต่อพนักงานสอบสวน
                   ๔. เมื่อทหารเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญามีสิทธิ ดังนี้.-
                        ๔.๑ มีสิทธิขอประกันตัวชั่วคราว
                        ๔.๒ มีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว
                        ๔.๓ มีสิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมตามสมควร
                        ๔.๔ มีสิทธิที่จะได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม
                        ๔.๕ มีสิทธิจะให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจ เช่น นธน. หรือนายทหารสัญญาบัตร เข้าฟังการสอบปากคำตน
                        ๔.๖ มีสิทธิที่จะตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตน และเอกสารประกอบคำให้การของตนในชั้นสอบสวน เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว
                        ๔.๗ มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ด้วยการจัดหาทนายความให้
                        ๔.๘ มีสิทธิที่จะให้ถ่อยคำเป็นปฎิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา
                        ๔.๙ มีสิทธิที่จะได้รับการเต์อนว่าด้วยถ่อยคำซึ่งเกิดจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา หรือ การกระทำโดยมิชอบด้วยประการใด ๆ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
……………………………………………………….
ตรวจถูกต้อง
พ.อ. อัมพร พิทักษ์วงศ์
( อัมพร พิทักษ์วงศ์ )
ผอ.กอง กพ.ทบ.

ผนวก ข
รูปแบบบัตรติดตัวทหารกองประจำการกองทัพบก



ครุฑ
ข้อกำหนด
เกี่ยวกับแบบของหนังสือตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔
พ.ศ. ๒๕๔๔
………………….
           อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๗. ( ๒ ) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะกรรมการว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับแบบของหนังสือขอรับตัวผู้ต้องหา แบบของหนังสือส่งมอบตัว และแบบของหนังสือขอให้ควบคุมตัว ( ต่อ ) ดังต่อไปนี้.-
           ข้อ ๑ ข้อกำหนดนี้เรียกว่า “ ข้อกำหนดเกี่ยวกับแบบของหนังสือตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔
พ.ศ. ๒๕๔๔“
           ข้อ ๒ ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
           ข้อ ๓ แบบของหนังสือขอรับตัวผู้ต้องหา ให้เป็นไปตามแบบ ๑ ท้ายข้อกำหนดนี้
           ข้อ ๔ แบบของหนังสือส่งมอบตัวผู้ต้องหา ให้เป็นไปตามแบบ ๒ ท้ายข้อกำหนดนี้
           ข้อ ๕ แบบของหนังสือขอให้ควบคุมตัว ( ต่อ ) ให้เป็นไปตามแบบ ๓ ท้ายข้อกำหนดนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
( ชวลิต ยงใจยุทธ )
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงาน
กรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา


( แบบ ๑ )
หนังสือขอรับตัวผู้ต้องหา
ที่ ………………………… ( หน่วยงานเจ้าของหนังสือ )
วันที่ ……………เดือน ………………………..พ.ศ…………….
                      ขอให้ ……………………………………………………………………..มอบตัวทหารผู้ต้องหา
ตามบัญชีรายชื่อท้ายหนังสือนี้ รวม ………คน ซึ่งควบคุมตัวไว้ ให้แก่ ( หน่วยที่มีอำนาจควบคุมตัว )
……………………………..ซึ่งได้แต่งตั้งให้ …………………………………ตำแหน่ง………………….
เป็นผู้รับตัวทหารผู้ต้องหาไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔
( ยศ, ชื่อ )……………………………………………..
( ตำแหน่ง )……………………………..

บัญชีรายชื่อทหารผู้ต้องหาที่ขอให้มอบตัวแก่ฝ่ายทหาร
ที่
ยศ, ชื่อ นามสกุล
สังกัด
ต้องหาว่า
หมายเหตุ







( แบบ ๒ )
หนังสือส่งมอบตัวผู้ต้องหา
ที่………………. ( หน่วยงานเจ้าของหนังสือ )
วันที่ …………เดือน ………………………..พ.ศ. …………..
                      ตามที่ขอให้ ………………………………………………………………..มอบตัวทหารผู้ต้องหา
ตามบัญชีรายชื่อท้ายหนังสือนี้ไปเพื่อควบคุมตัวไว้ในระหว่างสอบสวนครั้งแรกมีกำหนด ……………วัน
ซึ่ง……………………………………………..ได้แต่งตั้งให้………………………………………………
ตำแหน่ง…………………………………………..เป็นผู้รับตัวทหารผู้ต้องหาไปเพื่อควบคุมตัวไว้แล้วนั้น
หากไม่ได้รับแจ้งตามหนังสือแบบ ๓ ถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ขอให้ควบคุมตัวทหารผู้ต้องหาต่อตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาที่สั่งควบคุมตัวปล่อยตัวทหารผู้ต้องหาไปทันที
ลงชื่อ…………………...……………………………….ผู้รับตัวทหาร
ลงชื่อ………………………………………………….ผู้มอบตัวทหาร
ลงชื่อ..………...………………............……………………พยาน
ลงชื่อ……………..............……………………… ……….พยาน
บัญชีรายชื่อทหารผู้ต้องหาที่มอบให้ฝ่ายทหารรับตัวไปควบคุมตัว
ที่
ยศ, ชื่อ นามสกุล
สังกัด
ต้องหาว่า
โทษสูงสุดตามข้อหา




หมายเหตุ
             ๑. หนังสือนี้ทำขึ้น ๒ ฉบับ ข้อความตรงกัน ทางฝ่ายทหารนำไปมอบให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งควบคุมตัวฉบับหนึ่ง พนักงานสอบสวนติดสำนวนไว้ฉบับหนึ่ง
             ๒. กำหนดเวลาตามกฎหมายที่ขอให้ผู้บังคับบัญชาทหารควบคุมตัวผู้ต้องหาได้มีดังนี้.-
                    ๒.๑ ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อบบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้บังคับบัญชาสั่งขังได้ครั้งเดียวมีกำหนดไม่เกินเจ็ดวัน
                    ๒.๒ ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้บังคับบัญชาสั่งขังหลายครั้งติด ๆกันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน
                    ๒.๓ ความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ผู้บังคับบัญชาสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินแปดสิบสี่วัน
กรณีที่ผู้บังคับบัญชาสั่งขังครบสี่สิบแปดวันแล้ว หากพนักงานสอบสวนยังมีความจำเป็นต้องให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อ ผู้บังคับบัญชาจะสั่งขังต่อไปได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนนำพยานหลักฐานไปแสดงให้ปรากฎเหตุแห่งความจำเป็นนั้น โดยผู้ต้องหาจะแต่งทนายเพื่อคัดค้านและซักถามพยานในวันนั้นก็ได้ เมื่อควบคุมตัวครบกำหนดสี่สิบแปดวันแล้วให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาไปทันที
……………………………..
( แบบ ๓ )
หนังสือขอให้ควบคุมตัว ( ต่อ )
ที่ ………………………. ( หน่วยงานเจ้าของหนังสือ )
วันที่ ……………เดือน ………………………พ.ศ. …………
เรื่อง ขอให้ควบคุมตัวต่อ ครั้งที่…….
เรียน ……………………( ผู้บังคับบัญชาทหาร )
อ้างถึง …………………………………………………………………………………………………….
สิ่งที่ส่งมาด้วย …………………………………………………………………………………………….
                    ตามที่ได้ขอให้ควบคุมตัว …………………………………………………………ทหารผู้ต้องหา
ไว้ระหว่างสอบสวนตามหนังสือ …………………………นั้น
ด้วยการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจาก………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………...
ดังปรากฏหลักฐานตามที่ส่งมาด้วย ( หรือตามที่พนักงานสอบสวนนำมาแสดงเป็นหลักฐาน ) จึงขอให้ควบคุมตัวทหารผู้ต้องหาต่อไปอีก ………………. วัน หากไม่ได้รับแจ้งถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ขอให้ควบคุมตัวทหารผู้ต้องหาต่อตามที่กำหนดไว้ในกฏหมายแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาที่สั่งควบคุมตัวปล่อยตัวทหารผู้ต้องหาไปทันที
ขอแสดงความนับถือ
( ลงชื่อ ) ……………………………………………..
( ตำแหน่ง ) ……………………………………..


(สำเนา)
รบ ๓๐๑
ระเบียบกองทัพบก
ว่าด้วยการสารวัตรทหาร
พ.ศ.๒๕๒๙
------------------
            เพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๑๙ ซึ่งกำหนดให้ กองทัพบกออกระเบียบ หรือคำสั่ง ปลีกย่อยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสารวัตรทหาร อีกทั้งเพื่อปรับปรุงและรวบรวมการในหน้าที่ของสารวัตรทหาร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในระเบียบและคำสั่งต่างๆ ไว้ในที่เดียวกัน และเป็นมาตราฐานในอันที่จะทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้.-            ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า    " ระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการสารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๒๙ "
            ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
            ข้อ ๓ บรรดาความใน ระเบียบ คำสั่ง หรือคำชี้แจงกองทัพบกใด ในส่วนที่นำมากำหนดไว้ในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ความในระเบียบนี้แทน 
ตอนที่ ๑
กล่าวทั่วไป
           ข้อ ๔ คำจำกัดความ ในระเบียบนี้
                       ๔.๑ การสารวัตรทหาร   หมายถึง การปฏิบัติหน้าที่ของสารวัตรทหารทั้งปวงตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๑๙
                      ๔.๒ ฝ่ายการสารวัตร    หมายถึง สำนักงานที่จัดไว้สำหรับปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติของ นายทหารฝ่ายการสารวัตร
                      ๔.๓ นายทหารฝ่ายการสารวัตร    หมายถึง นายทหารสารวัตร ซึ่งเป็นฝ่ายกิจการพิเศษของหน่วยทหาร มีหน้าที่ วางแผน ประสานงาน กำกับการ และ/หรือ ควบคุมทางปฏิบัติแก่หน่วยทหารสารวัตร รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการสารวัตรทหาร ยกเว้น การสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม
                      ๔.๔ ฝ่ายการสืบสวนสอบสวน หมายถึง สำนักงานที่จัดไว้สำหรับปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติของ นายทหารฝ่ายการสืบสวนสอบสวน
                      ๔.๕ นายทหารฝ่ายการสืบสวนสอบสวน หมายถึง นายทหารสารวัตร ซึ่งเป็นฝ่ายกิจการพิเศษของหน่วยทหาร มีหน้าที่วางแผน ประสานงาน กำกับการ และดำเนินการเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมในกองทัพบก รวมทั้ง ให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการในเรื่องดังกล่าวด้วย
                      ๔.๖ นายทหารสืบสวนสอบสวน หมายถึง นายทหารเหล่าทหารสารวัตร ที่บรรจุตำแหน่งตามอัตราการจัดกำลังของหน่วยทหารต่างๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมในกองทัพบก และให้หมายความรวมถึงนายทหารสารวัตรสืบสวนสอบสวนด้วย
                      ๔.๗ การรักษาความปลอดภัยทางวัตถุ หมายถึง มาตราการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อพิทักษ์กำลังพล ยุทธภัณฑ์ สิ่งอำนวยความสะดวก วัตถุ และเอกสารต่างๆ ให้พ้นจากการจารกรรม การก่อวินาศกรรม การโจรกรรม และการทำให้เสียชีวิตและทรัพย์สิน
                      ๔.๘ ทหารพลัดหน่วย   หมายถึง ทหารที่ไปจากหน่วยของตนโดยมิได้รับอนุญาตในขณะปฏิบัติการรบ ตามปกติแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ดังนี้
                           ๔.๘.๑ ประเภท ก. คือ ผู้ที่หลงทางและพยายามที่จะกลับหน่วย
                           ๔.๘.๒ ประเภท ข. คือ ผู้ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติการรบต่อไปได้ เนื่องจากเกิดอาการกลัว งงงัน หรือ ตกตลึง
                           ๔.๘.๓ ประเภท ค. คือ ผู้ซึ่งหลบหนีไปจากหน่วยโดยไม่ปรากฏสาเหตุแน่ชัด
                           ๔.๘.๔ ประเภท ง. คือ ผู้ซึ่งได้รับบาดเจ็บ
                      ๔.๙ พลเรือนผู้ถูกกักกัน หมายถึง พลเรือนที่เป็นชนชาติอื่น ที่ถูกกักกันไว้ระหว่างการพิพาทด้วยอาวุธ หรือการยึดครองทางทหารเพื่อเหตุแห่งความปลอดภัย หรือเพราะเหตุที่เป็นผู้กระทำความผิดอันเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทย ตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาเจนีวา เกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลพลเรือนในเวลาสงคราม ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๒
                      ๔.๑๐ เชลยศึก หมายถึงบุคคลที่ระบุไว้ในข้อ ๔ ตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๒
           ข้อ ๕ ขอบเขตแห่งหน้าที่และความรับผิดชอบ
                      ๕.๑ กรมการสารวัตรทหารบก มีหน้าที่ วางแผน ประสานงาน และกำกับการเกี่ยวกับการรักษาระเบียบวินัย การจับกุมทหารที่กระทำความผิด การเรือนจำ การจราจรในกิจการทหาร การรักษาความปลอดภัย การฝึกและศึกษาวิชาการเหล่าทหารสารวัตร การสืบสวนสอบสวนคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหาร การป้องกันและวิจัยอาชญากรรมในกองทัพบก พิจารณาอำนวยการในยามสงคราม เกี่ยวกับทหารพลัดหน่วย เชลยศึก ชนชาติศัตรู และ ผู้ลี้ภัย
                      ๕.๒ หน่วยทหารสารวัตรส่วนภูมิภาค หมายถึง หน่วยทหารสารวัตรในอัตราการจัดของ มณฑลทหารบก จังหวัดทหารบก และจังหวัดทหารบกส่วนแยก มีหน้าที่เกี่ยวกับการสารวัตรทหารภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ การปฏิบัติการนอกเขตพื้นที่รับผิดชอบจะต้องประสานกับหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ก่อน โดยมีนายทหารฝ่ายการสารวัตร เป็นผู้วางแผน เสนอแนะ และกำกับการใช้หน่วยทหารสารวัตร
                      ๕.๓ หน่วยทหารสารวัตรส่วนกำลังรบ หมายถึง หน่วยทหารสารวัตรในอัตราการจัดของ กองทัพสนาม กองทัพน้อยและกองพล มีหน้าที่เกี่ยวกับการสารวัตรทหาร เฉพาะกำลังพลและกิจกรรมของหน่วยในสังกัดเดียวกันที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบเท่านั้น การปฏิบัติการภายนอกพื้นที่รับผิดชอบจะต้องประสานกับหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ก่อน โดยมีนายทหารฝ่ายการสารวัตร เป็นผู้วางแผน เสนอแนะ และกำกับการใช้หน่วยทหารสารวัตร
                      ๕.๔ หน่วยทหารสารวัตรอื่นๆ มีหน้าที่ทำนองเดียวกับข้อ ๕.๓ โดยอนุโลม

ตอนที่ ๒
การปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเรื่อง
           ข้อ ๖ การรักษาวินัย กฎหมาย และคำสั่ง สารวัตรทหาร มีหน้าที่สอดส่องตรวจตราให้ ทหาร ข้าราชการกลาโหมพลเรือนและลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้อยู่ในระเบียบวินัย ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี โดยปฏิบัติดังนี้
                       ๖.๑ การเลือกใช้มาตราการบังคับใดๆ ที่เหมาะสม
                       ๖.๒ การบังคับให้เป็นไปตามข้อกำหนด เขตห้ามทหารเข้า
                       ๖.๓ การบังคับให้เป็นไปตามข้อห้ามหรือจำกัดเวลาออกนอกหน่วยในเวลาวิกาล
                       ๖.๔ การควบคุมอบายมุข เช่น โสเภณี การพนัน และยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น
                       ๖.๕ การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
                       ๖.๖ การป้องกันและปราบปรามการค้าตลาดมืดเกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์ทางทหาร
                       ๖.๗ การปฏิบัติการใดๆ เพื่อร่วมมือ หรือช่วยเหลือเจ้าพนักงานฝ่ายอื่นๆ เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามคำสั่งของผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหาร
                       ๖.๘ การสืบสวนหาข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรม โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
                       ๖.๙ การจัดตั้ง สายตรวจ จุดตรวจ สายตรวจร่วมหรือสายตรวจผสม ในการปฏิบัติการดังกล่าว ถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญ ให้ว่ากล่าวตักเตือน หากจำเป็นต้องจับกุม ให้กระทำโดยละม่อม โดยคำนึงถึงเกียรติของทหารและหลักการป้องกันยิ่งกว่าการจับกุมเป็นสำคัญ
                       ๖.๑๐ การรายงานความผิด ให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของผู้กระทำผิดทราบ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่ โดยใช้ แบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๐๓ ( รายงานข้อกล่าวหา ) หรือ แบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๐๓๔ ( รายงานความผิดหรือเหตุที่เกิดขึ้น )
                           ๖.๑๐.๑ เมื่อสารวัตรทหารรายงานความผิด ตามความในข้อ ๖.๑๐ แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำความผิด แจ้งผลการดำเนินการให้หน่วยที่รายงานทราบ โดยใช้แบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๐๕ ( ใบแจ้งผลของผู้กระทำผิด )
                           ๖.๑๐.๒ หากกรณีเป็นที่แน่ชัดว่าผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำความผิดไม่แจ้งผลการดำเนินการให้ทราบ หรือได้ดำเนินการแล้ว แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือแบบธรรมเนียมทหารก็ดี ให้หน่วยที่รายงานเสนอแนะผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจตามลำดับชั้น เพื่อดำเนินการต่อไป
           ข้อ ๗ การสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมให้ปฏิบัติดังนี้
                       ๗.๑ เมื่อมีอาชญากรรมเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้นายทหารสืบสวนสอบสวนรีบทำการสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่งของผู้มีอำนาจสั่งการสอบสวนอันชอบด้วยกฎหมายโดยมิชักช้า
                       ๗.๒ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดอยู่ต่างจังหวัด หรืออยู่ต่างท้องถิ่นกับผู้บังคับบัญชาและได้มากระทำความผิดในเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบก จังหวัดทหารบก หรือจังหวัดทหารบกส่วนแยก ตามปกติเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำผิดเป็นผู้สั่งสอบสวน แต่ถ้าไม่สามารถจะกระทำได้ ให้ผู้บังคับบัญชาของทหารที่กระทำความผิดขอความร่วมมือจากผู้บังคับบัญชาผู้รับผิดชอบเขตพื้นที่นั้นๆ ขอนายทหารสืบสวนสอบสวนเพื่อแต่งตั้งให้ร่วมเป็นกรรมการสอบสวนด้วยก้ได้
                       ๗.๓ ในการดำเนินการในข้อ ๗.๒ ถ้ามีเหตุจำเป็นจะต้องควบคุมตัวผู้กระทำผิ ดไว้เกินกว่า ๗ วัน ให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร
                       ๗.๔ สำหรับกรณีอื่นๆ นอกจากข้อ ๗.๑ ให้ทำการสืบสวนสอบสวนได้ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งให้ทำการสืบสวนสอบสวนเป็นการเฉพาะเรื่อง
                       ๗.๕ ระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวน นอกจากจะต้องปฏิบัติตามวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ให้ปฏิบัติเพิ่มเติมดังนี้
                           ๗.๕.๑ เมื่อได้รับคำสั่งให้ทำการสืบสวนสอบสวน จะต้องลงสารบบบัญชีดังต่อไปนี้
                                    ๗.๕.๑.๑ คดีอาญา ให้บันทึกลงในแบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๕๒   (สารบบบัญชีการสอบสวนคดีอาญา)                                    
                                    ๗.๕.๑.๒ คดีทางวินัย ให้บันทึกลงในแบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๕๓ (สารบบบัญชีการสอบสวนทางวินัย)
                                    ๗.๕.๑.๓ การสืบสวนข้อเท็จจริงให้บันทึกลงในแบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๕๔ (สารบบบัญชีการปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ)
                                    ๗.๕.๑.๔ ข้อหารือในด้านการสืบสวนสอบสวนและปัญหาข้อกฎหมาย ให้บันทึกลงในแบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๕๕ (สารบบบัญชีนั่งฟังการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนฝ่ายพลเรือน)
                           ๗.๕.๒ ในการทำสำนวนสอบสวนให้ใช้แบบพิมพ์ ทบ.๑๐๒ - ๐๐๑ ถึง ทบ.๑๐๒ - ๐๑๘ ประกอบกับแบบพิมพ์สาย สห.ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบนี้ได้ตามความจำเป็น
                           ๗.๕.๓ ให้รีบปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนในทันทีที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา และในระหว่างที่รอคำสั่งดังกล่าวก็ดี หรือในกรณีที่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติประจำที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการไว้ก็ดี ให้นายทหารสืบสวนสอบสวน ปฏิบัติการใดๆ เท่าที่จำเป็นและไม่ขัดต่อกฎหมายไปพลางก่อนได้
                           ๗.๕.๔ ตามปกติเมื่อทำการสืบสวนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ให้ผู้ทำการสอบสวนรายงานผลการสอบสวนต่อผู้มีอำนาจสั่งสอบสวน โดยผ่านนายทหารสืบสวนสอบสวน หรือผู้ทำการแทน สำหรับกรมการสารวัตรทหารบกให้รายงานผ่านเจ้ากรมการสารวัตรทหารบก ทั้งนี้เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งเป็นอย่างอื่น
                           ๗.๕.๕ รายงานผลการสอบสวนปกติให้ทำเป็น ๓ ฉบับ ต้นฉบับให้รายงานผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งสอบสวน สำเนาคู่ฉบับเก็บไว้ที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน สำเนาหนึ่งฉบับส่งให้กรมการสารวัตรทหารบก ภายในวันที่ ๕ ของเดือนถัดไปจากเดือนที่รายงานผลการสอบสวน
                           ๗.๕.๖ ให้ฝ่ายการสืบสวนสอบสวน หรือฝ่ายการสารวัตรแล้วแต่กรณี รายงานสถิติผลงานของนายทหารสืบสวนสอบสวนในสังกัด ส่งถึงกรมการสารวัตรทหารบก ตามแบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๕๗(รายงานสถิติผลงานของนายทหารสืบสวนสอบสวน) ทุกรอบ ๖ เดือนภายใน วันที่ ๑๕ ของเดือนมกราคม และ เดือนกรกฎาคม
                           ๗.๕.๗ เมื่อมีการสืบสวนสอบสวนคดีใด ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนคดีอาญา หรือคดีทางวินัยก็ตาม ให้ผู้ที่ทำสอบสวนบันทึกประวัติและพฤติการณ์ที่กระทำความผิดไว้ในแบบพิมพ์ ทบ. ๑๐๔ - ๐๕๘(รายงานแผนประทุษกรรมและข้อมูลเพื่อการวิจัยอาชญากรรม) โดยทำเป็น ๒ ฉบับ ส่งให้ฝ่ายการสารวัตร ๑ ฉบับ อีก ๑ ฉบับ ส่งให้ กรมการสารวัตรทหารบก
           ข้อ ๘ การกำหนดมาตรการป้องกันอาชญากรรมให้ปฏิบัติดังนี้
                       ๘.๑ ให้กรมการสารวัตรทหารบก หน่วยทหารตั้งแต่ระดับกองพล และจังหวัดทหารบก ขึ้นไปทุกหน่วย จัดทำโครงการป้องกันอาชญากรรมของกองทัพบกและของหน่วยแล้วแต่กรณีขึ้นเพื่อควบคุม ลดหรือขจัดช่องโอกาสของการกระทำความผิดของทหาร
                       ๘.๒ ให้นายทหารฝ่ายการสารวัตร มีหน้าที่รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการในเรื่องการจัดทำโครงการป้องกันอาชญากรรม โดยมีนายทหารฝ่ายการสืบสวนสอบสวน เป็นผู้ช่วยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
                       ๘.๓ ให้หน่วยจัดให้มีการสำรวจป้องกันอาชญากรรม และการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุอย่างต่อเนื่อง และให้มีการสำรวจประจำปี ๆ ละ ๑ ครั้ง ก่อนวันที่ ๓๑ พฤษภาคมของทุกปี ตามปกติให้เป็นหน้าที่ของนายทหารสืบสวนสอบสวนดำเนินการสำรวจ โดยอาจดำเนินการสำรวจตามลำพังหรือร่วมกับนายทหารสารวัตรและ/หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในการกำกับการของนายทหารฝ่ายการสารวัตร เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งเป็นอย่างอื่น
                       ๘.๔ การสำรวจป้องกันอาชญากรรม อาจดำเนินการทั้งภายในและภายนอกหน่วยทหารได้ตามความจำเป็น แล้วรายงานผลการสำรวจ ตามคำชี้แจงกองทัพบก เรื่อง การจัดทำโครงการป้องกันอาชญากรรมในความรับผิดชอบของทหารสารวัตร ลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๑๙ ต่อผู้บังคับบัญชาโดยผ่านนายทหารฝ่ายการสืบสวนสอบสวน และนายทหารฝ่ายการสารวัตร ตามลำดับ
                       ๘.๕ การรายงานผลการสำรวจการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุ ให้ใช้ แบบพิมพ์ ทบ. ๑๐๔ - ๐๕๐ (รายงานการสำรวจการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุ) แล้วรายงานต่อ
ผู้บังคับบัญชา โดยผ่านนายทหารฝ่ายการสืบสวนสอบสวน และนายทหารฝ่ายการสารวัตรตามลำดับ
                       ๘.๖ ให้นำผลการสำรวจป้องกันอาชญากรรม และการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุมาใช้เป็นมูลฐานในการกำหนดมาตรการป้องกันอาชญากรรมในกองทัพบก ให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ
                       ๘.๗ รายงานผลการสำรวจป้องกันอาชญากรรม และรักษาความปลอดภัยทางวัตถุ ตามปกติให้ทำเป็น ๓ ฉบับ ต้นฉบับรายงานผู้บังคับบัญชา สำเนาคู่ฉบับเก็บไว้ที่หน่วยและสำเนาอีก ๑ ฉบับ ส่งให้กรมการสารวัตรทหารบก ภายในวันที่ ๑๐ ของเดือนถัดไป
           ข้อ ๙ การควบคุมการจราจรในกิจการทหาร ให้ปฏิบัติดังนี้
                       ๙.๑ นายทหารฝ่ายการสารวัตร มีหน้าที่วางแผน เสนอแนะ และกำกับการปฏิบัติของหน่วยทหารสารวัตรเกี่ยวกับการควบคุมการจราจรภายในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยรวมทั้งการประสานงานกับฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจราจรทางทหาร เป็นไปโดยสะดวกและปลอดภัย
                       ๙.๒ แผนการควบคุมการจราจร ควรยึดถือหลักการดังนี้ต่อไปนี้
                           ๙.๒.๑ ประสานและสอดคล้องกับแผนการควบคุมการจราจร ของหน่วยเหนือ หน่วยข้างเคียง และหน่วยรอง รวมทั้งแผนการควบคุมการจราจรของฝ่ายพลเรือนด้วย
                           ๙.๒.๒ กำหนดมาตรการควบคุมเป็นการเฉพาะสำหรับยานพาหนะทางทหาร
                           ๙.๒.๓ แสดงเส้นทางที่อยู่ภายใต้มาตรการการควบคุม พร้อมด้วยรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง
                           ๙.๒.๔ จัดลำดับความเร่งด่วนสำหรับยานพาหนะหรือขบวนเดินทาง
                           ๙.๒.๕ให้ความร่วมมือและประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งกองบังคับการจราจรตามความจำเป็น
                           ๙.๒.๖ปฏิบัติการที่จำเป็นเพื่อขจัดลดหรือแก้ปัญหาติดขัด ทางจราจร
                           ๙.๒.๗ ให้ข่าวสารและคำแนะนำแก่ผู้ใช้ถนนในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
                           ๙.๒.๘ อำนวยความสะดวกแก่การเคลื่อนย้ายหน่วย โดยเฉพาะหน่วยทางยุทธวิธี
                       ๙.๓ ให้สารวัตรทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรดำเนินการดังนี้
                           ๙.๓.๑ บังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และคำสั่งที่เกี่ยวกับการจราจรซึ่งผู้มีอำนาจกำหนดไว้ ถ้าพบผู้ฝ่าฝืนก็ให้ว่ากล่าวตักเตือน หรือจับกุม แล้วแต่กรณี
                           ๙.๓.๒ สั่งการตามอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับการควบคุมการจราจรรวมทั้งการออกใบแจ้งความผิดจราจร (ทบ. ๑๐๔ - ๐๐๗) ด้วย
                           ๙.๓.๓ แก้ปัญหาติดขัดทางจราจรด้วยการปฏิบัติ ตามที่จำเป็น
                           ๙.๓.๔ ดำเนินการเกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจรโดย
                                    ๙.๓.๔.๑ จัดการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บเท่าที่สามารถจะทำได้ หรือส่งตัวไปยังสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดหากจำเป็น ทั้งต้องจัดการพิทักษ์ทรัพย์สินของผู้เสียหายไว้
และควบคุมการจราจรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน
                                    ๙.๓.๔.๒ สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ พลขับ และ/หรือผู้ขับขี่ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุนั้น และจดบันทึกพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ยศ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ สถานที่ทำงาน ตลอดจนหมายเลขโทรศัพท์ ( ถ้ามี ) ของผู้ที่ให้ถ้อยคำไว้เพื่อการติดต่อ
                                    ๙.๓.๔.๓ หาร่องรอยหลักฐานต่างๆ ของสถานที่เกิดอุบัติเหตุให้ได้รายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และดำเนินการทำแผนที่สังเขปในสถานที่เกิดอุบัติเหตุ
                                    ๙.๓.๔.๔ ขจัดสิ่งกีดขวางเพื่อให้การจราจรไหลเวียนได้ตามปกติโดยเร็ว
                                    ๙.๓.๔.๕ รายละเอียดอุบัติเหตุการจราจร ให้บันทึกในแบบพิมพ์ ทบ. ๔๖๙ - ๗๐๒ (แบบรายงานอุบัติเหตุ) และ/หรือแบบพิมพ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อรายงานให้ผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยที่เกี่ยวข้องทราบ
                       ๙.๔ ให้ทหารสารวัตรเป็นผู้จัดทำและติดตั้งเครื่องหมายควบคุมจราจร หรือเครื่องหมายชนิดชั่วคราวในพื้นที่รับผิดชอบได้ตามความจำเป็น ส่วนการจัดทำและติดตั้งเครื่องหมายควบคุมจราจรชนิดถาวรให้เป็นหน้าที่ของทหารช่างหรือฝ่ายยุทธโยธา ทั้งนี้ไม่รวมถึงเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานจราจรฝ่ายพลเรือนติดตั้งไว้ตามกฎหมาย
                       ๙.๕ การควบคุมจราจรทางทหาร ให้สารวัตรทหารยึดถือตามบทบัญญัติและกฎที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร ข้อบังคับทหาร ว่าด้วยการใช้รถยนต์ทหาร รวมทั้งระเบียบและคำสั่งอื่นเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ทหารเป็นหลักถ้ากฎหมายและข้อบังคับดังกล่าวมิได้กำหนดไว้ให้ยึดถือหลักปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก และกฎหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องโดยอนุโลม
           ข้อ ๑๐ การอารักขาบุคคลสำคัญ ให้ปฏิบัติดังนี้
                       ๑๐.๑ เจ้ากรมการสารวัตรทหารบก มีหน้าที่รับผิดชอบในการ วางแผนประสานงาน และกำกับการปฏิบัติของหน่วยทหารสารวัตร เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย หรืออารักขาบุคคลสำคัญในระดับกองทัพบก
                       ๑๐.๒ นายทหารฝ่ายการสารวัตร มีหน้าที่วางแผน ประสานงานเสนอแนะและกำกับการปฏิบัติของหน่วยทหารสารวัตรเกี่ยวกับการจัดการรักษาความปลอดภัย หรืออารักขาบุคคลสำคัญ โดยมีนายทหารฝ่ายการสืบสวนสอบสวนเป็นผู้ช่วย
                       ๑๐.๓ การกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ จะต้องจัดให้มีการป้องกันทางลึก โดยจัดแนวคุ้มกันไว้หลาย ๆ ขั้นตามความจำเป็น พร้อมทั้งจัดให้มีการควบคุมการสัญจรของบุคคลโดยกวดขันในเขตรักษาความปลอดภัยดังกล่าวด้วย
                       ๑๐.๔ จะต้องจัดให้มีระบบการติดต่อสื่อสาร และการแลกเปลี่ยนข่าวกรองทางอาชญากรรมที่ทันต่อเหตุการณ์กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
                       ๑๐.๕ จะต้องจัดให้มีการกวดขันข่าวสารที่เกี่ยวกับกิจกรรมของบุคคลสำคัญที่อยู่ในความอารักขามิให้รั่วไหลไปสู่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิรับทราบ
                       ๑๐.๖ ภายหลังจากการปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้นแล้วแล้วทุกครั้ง ให้มีการถกแถลงถึงผลการปฏิบัติการโดยเน้นถึงผลดี ผลเสีย ข้อบกพร่องรวมทั้งข้อพึงระวังและข้อที่จะต้องแก้ไขในการปฏิบัติการครั้งต่อไป กับให้หัวหน้าชุดรายงานผลการปฏิบัติการเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้บังคับบัญชาโดยเร็วที่สุดเท่าที่สามารถจะกระทำได้โดยให้รวมผลการถกแถลงดังกล่าวไว้ในรายงานด้วย
           ข้อ ๑๑ การรักษาความปลอดภัยทางวัตถุ ให้ปฏิบัติดังนี้
                       ๑๑.๑ นายทหารฝ่ายการสารวัตร มีหน้าที่วางแผน ประสานงานเสนอแนะกำกับการปฏิบัติของหน่วยทหารสารวัตร เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุของหน่วยทหาร โดยมีนายทหารฝ่ายการสืบสวนสอบสวน เป็นผู้ช่วย
                       ๑๑.๒ ทุกหน่วยในกองทัพบก ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนกำลังรบจะต้องจัดให้มีการสำรวจการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุตามข้อ ๘.๓ โดยใช้แบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๕๐ (รายงานการสำรวจการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุ)
                       ๑๑.๓ เมื่อมีการกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุขี้นแล้วจะต้องจัดให้มีการตรวจตราซ่อมบำรุงและบังคับให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของมาตรการนั้นๆ โดยเคร่งครัด
                       ๑๑.๔ เมื่อมีการละเมิดการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุขี้นจะต้องรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อสั่งการสืบสวนสอบสวนให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงเพื่อแก้ไข
                       ๑๑.๕ ให้ร่วมมือและประสานงานเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ส่วนหลัง และการบรรเทาความเสียหายเป็นพื้นที่เจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง -
                       ๑๑.๖ ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยให้แก่โรงงานอุตสาหกรรม หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ตามที่ได้รับมอบหมาย
                       ๑๑.๗ ปฏิบัติการอื่นๆ ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยทางวัตถุ
           ข้อ ๑๒ การเรือนจำทหาร ให้ปฏิบัติดังนี้
                       ๑๒.๑ นายทหารฝ่ายการสารวัตร มีหน้าที่วางแผน ประสานงานเสนอแนะกำกับการปฏิบัติของหน่วยทหารสารวัตรเกี่ยวกับปฏิบัติงานของเรือนจำทหารและที่ควบคุมที่จัดตั้งขี้นให้เป็นไปตามนโยบายของกองทัพบก
                       ๑๒.๒ ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง สารวัตรทหารจะต้อง
                           ๑๒.๒.๑ ให้ความยุติธรรมโดยเสมอหน้า และมีมนุษยธรรม
                           ๑๒.๒.๒ ดำรงความมุ่งหมายหลักที่จะดัดนิสัยผู้ต้องขังให้ประพฤติตนเป็นดีและสามารถกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ในราชการทหารหรือเป็นพลเมืองดีได้ต่อไป
                           ๑๒.๒.๓ ยึดถือและปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวกับเรือนจำทหารโดยเคร่งครัด
                           ๑๒.๒.๔ ให้ใช้แบบพิมพ์ต่อไปนี้ คือ
                                    ๑๒.๒.๔.๑ ทบ.๑๐๔ - ๐๐๙ ทะเบียนคนต้องขังระหว่างสอบสวนหรือพิจารณา
                                    ๑๒.๒.๔.๒ ทบ.๑๐๔ - ๐๑๐ ทะเบียนนักโทษ
                                    ๑๒.๒.๔.๓ ทบ.๑๐๔ - ๐๑๑ ทะเบียนคนต้องขัง(ทางวินัย)
                                    ๑๒.๒.๔.๔ ทบ.๑๐๔ - ๐๑๒ ใบฝากผู้ต้องขังและรับคืน
                                    ๑๒.๒.๔.๕ ทบ.๑๐๔ - ๐๑๓ ใบจ่ายผู้ต้องขังและส่งคืน
                                    ๑๒.๒.๔.๖ ทบ.๑๐๔ - ๐๑๔ ใบรับฝากเงินผู้ต้องขัง
                                    ๑๒.๒.๔.๗ ทบ.๑๐๔ - ๐๑๕ ใบรับฝากสิ่งของผู้ต้องขัง
                                    ๑๒.๒.๔.๘ ทบ.๑๐๔ - ๐๑๖ บัญชีเสนอปล่อยนักโทษ
                                    ๑๒.๒.๔.๙ ทบ.๑๐๔-๐๑๗ บัตรอนุญาตลาสำหรับนักโทษ
                                    ๑๒.๒.๔.๑๐ ทบ.๑๐๔ - ๐๑๘ บัตรอนุญาตพักการลงโทษ
                                    ๑๒.๒.๔.๑๑ ทบ.๑๐๔ - ๐๑๙ บัตรแสดงบริสุทธิ์
                                    ๑๒.๒.๔.๑๒ ทบ.๑๐๔ - ๐๒๐ แบบพิมพ์ลายนิ้วมือ
                           ๑๒.๒.๕ ให้ใช้แบบพิมพ์งบหน้าบัญชีพิจารณาตรวจสอบ การพระราชทานอภัยโทษ (อ.๑) บัญชีรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ (อ.๒) และบัญชีรายชื่อผู้ต้องขังย้ายเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย ได้ตามความจำเป็น
           ข้อ ๑๓ การปฏิบัติต่อเชลยศึก ให้ปฏิบัติดังนี้
                       ๑๓.๑ นายทหารฝ่ายการสารวัตร มีหน้าที่วางแผน เสนอแนะ ประสานงานและกำกับการปฏิบัติของหน่วยทหารสารวัตรเกี่ยวกับเชลยศึกในหน้าที่ของทหารสารวัตร
                       ๑๓.๒ ผู้บัญชาการกองพล อาจจัดตั้งตำบลรวบรวมเชลยศึก(ตชศ.) และ/หรือตำบลรวบรวมเชลยศึกหน้า (ตชศน.) ขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบได้เมื่อจำเป็น โดยให้อยู่ในความดูแลของทหารสารวัตรเพื่อรับตัว กักกัน ซักถาม และรอการส่งกลับต่อไป
                       ๑๓.๓ เมื่อหน่วยจับเชลยศึกได้ ให้รีบดำเนินการ
                           ๑๓.๓.๑ ปลดอาวุธ และค้นตัว เพื่อหาเอกสารและสิ่งของมีค่าทางทหาร แล้วจัดการติดแผ่นป้ายแสดงทรัพย์สิน (ทบ. ๑๐๔ - ๐๐๘) ไว้กับทรัพย์สินที่ยึดไว้ทุกชิ้น
                           ๑๓.๓.๒ ทำการซักถามเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข่าวสารทางยุทธวิธีขณะนั้น เท่านั้น
                           ๑๓.๓.๓ ใช้ป้ายผู้ถูกจับกุม (ทบ.๑๐๔ - ๐๔๕) ผูกคล้องคอเชลยศึกแต่ละคน พร้อมทั้งกรองรายการในป้ายให้ครบถ้วน
                           ๑๓.๓.๔ แยกเชลยศึกตามประเภท และเพศ ดังนี้ คือ นายทหาร นายสิบ พลทหาร ทหารหนีทัพ พลเรือน และลัทธิการเมือง เท่าที่สามารถทำได้ ดำรงการแยกเช่นนี้ตลอดสายการส่งกลับ
                           ๑๓.๓.๕ นำตัวเชลยศึกพร้อมด้วยสิ่งของที่ยึดได้ ส่งตำบลรวบรวมเชลยศึก ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินการของสารวัตรทหาร และให้สารวัตรทหารที่รับตัวเชลยศึก ออกใบรับสิ่งของมีค่าจากเชลยศึกเพื่อความปลอดภัย (ทบ.๑๐๔ - ๐๓๖) หรือใบรับเงินที่ยึดไว้จากเชลยศึก (ทบ.๑๐๔ - ๐๓๘) แล้วแต่กรณี ให้แก่ผู้นำส่งและเชลยศึกผู้เป็นเจ้าของไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งหลักฐานการรับตัวเชลยศึกนั้นให้ทำหลักฐานเป็นหนังสือมีบัญชีรายชื่อเชลยศึกแนบไว้ โดยให้ผู้รับและผู้นำส่งลงนามรับรองไว้ก่อนดำเนินการอย่างอื่นต่อไป ให้ค้นตัวเชลยศึกทุกคนโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
                           ๑๓.๓.๖ จัดการรักษาพยาบาลเชลยศึกที่บาดเจ็บ หรือส่งกลับทางสายแพทย์ในโอกาสแรกเท่าที่สามารถจะทำได้ เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องซักถามเชลยศึกในระหว่างส่งกลับทางสายแพทย์แล้ว ให้กระทำ ณ ที่พยาบาลกองพล หรือโรงพยาบาลส่งกลับสำหรับเชลยศึก
                           ๑๓.๓.๗ เมื่อชุดซักถามเชลยศึกได้กระทำซักถามเชลยศึก ณ ตำบลรวบรวมเชลยศึกเสร็จแล้ว และหมดความจำเป็นที่จะซักถามต่อไป ให้รีบส่งกลับเชลยศึกไปกักกันไว้ ณ ที่ควบคุมเชลยศึก ( Prisoner of war cage ) หรือค่ายเชลยศึก (Prisoner of war camp) แล้วแต่กรณีโดยเร็ว
                           ๑๓.๓.๘ ตามปกติ ห้ามให้อาหารและบุหรี่แก่เชลยศึก จนกว่าชุดซักถามจะปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้ว
                           ๑๓.๓.๙ ในการส่งกลับเชลยศึก ตั้งแต่หน่วยในระดับกองพลขึ้นไป ตามปกติให้หน่วยเหนือจัดสารวัตรทหารไปรับจากหน่วยรอง โดยให้หน่วยรองมีหน้าที่รายงานความต้องการให้หน่วยเหนือทราบ
                           ๑๓.๓.๑๐ การดำเนินการต่อทรัพย์สิน เอกสาร หรืออาวุธที่ยึดได้จากเชลยศึกเพื่อประโยชน์ด้านข่าวกรองทางทหารนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการนั้น สารวัตรทหารมีหน้าที่ระวังป้องกันมิให้สิ่งของดังกล่าวที่อยู่ในความดูแลสูญหาย ถูกสับเปลี่ยน หรือถูกทำลาย
                           ๑๓.๓.๑๑ ระหว่างที่เชลยศึกอยู่ในความควบคุมของสารงวัตรทหาร จะต้องป้องกันมิให้ ทหาร หรือประชาชนทั่วไปที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ติดต่อสนทนา หรือแสดงความสนิทสนมกับเชลยศึกเป็นอันขาด
                           ๑๓.๓.๑๒ เมื่อมีความจำเป็น ผู้บังคับบัญชาทหารชั้นแม่ทัพ อาจจัดตั้งที่ควบคุมเชลยศึก ( Prisoner of war cage ) ขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของตน เพื่อกักกันเชลยศึกที่รับตัวมาซักถามชั่วคราว หรือเพื่อรอการส่งกลับต่อไปก็ได้ ทั้งนี้ เว้นแต่กองทัพบกจะสั่งเป็นอย่างอื่น
                           ๑๓.๓.๑๓ การจัดตั้งค่ายเชลยศึก (Prisoner of war camp) ค่ายเดียวหรือหลายค่าย รวมทั้งการจัดตั้งค่ายเชลยศึกย่อย (Prisoner of war branch camp) นั้น ให้เป็นไปตามที่
กองทัพบกจะกำหนด
                           ๑๓.๓.๑๔ การดำเนินกรรมวิธีต่อเชลยศึก ให้สารวัตรทหาร เป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการ
                           ๑๓.๓.๑๕ เมื่อเชลยศึกหลบหนี ให้ผู้รับผิดชอบโดยตรง หรือผู้ที่พบเห็นรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทันที
                           ๑๓.๓.๑๖ การปฏิบัติต่อเชลยศึกโดยทั่วไปนอกจากที่กล่าวแล้ว ให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ฉบับลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๒ และระเบียบกองทัพบก ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึก พ.ศ.๒๕๑๓ โดยเคร่งครัด
           ข้อ ๑๔ การปฏิบัติต่อพลเรือนผู้ถูกกักกัน
                       ๑๔.๑ นายทหารฝ่ายการสารวัตร มีหน้าที่ วางแผน เสนอแนะ ประสานงานและกำกับการปฏิบัติของหน่วยทหารสารวัตรเกี่ยวกับพลเรือนผู้ถูกกักกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมดูแลและธุรการอื่นๆ ในหน้าที่ของทหารสารวัตร
                       ๑๔.๒ พลเรือนฝ่ายข้าศึกหรือชนชาติศัตรู ที่ถูกกักกันไว้เพื่อความปลอดภัยของทางราชการทหารนั้น ให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลพลเรือนในเวลาสงคราม ฉบับลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๒
           ข้อ ๑๕ การควบคุมทหารพลัดหน่วย ให้ปฏิบัติดังนี้
                       ๑๕.๑ นายทหารฝ่ายการสารวัตร มีหน้าที่ วางแผน เสนอแนะ ประสานงานและกำกับการปฏิบัติของหน่วยทหารสารวัตร เกี่ยวกับการควบคุมทหารพลัดหน่วย ให้เป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา
                       ๑๕.๒ ผู้บังคับหน่วยทหาร ตั้งแต่ชั้นผู้บัญชาการกองพลขึ้นไป อาจจัดตั้งตำบลควบคุมทหารพลัดหน่วย หรือสายตรวจทหารพลัดหน่วยขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยจะให้ปฏิบัติร่วมกัน หรือแยกต่างหากจากตำบลควบคุมการจราจรก็ได้
                       ๑๕.๓ ตำบลรวบรวมทหารพลัดหน่วยที่จัดตั้งขึ้นตามข้อ ๑๕.๒ จะต้องเก็บรักษาหลักฐานเกี่ยวกับทหารพลัดหน่วยไว้ ดังต่อไปนี้ไว้ เพื่อรายงานให้หน่วยเหนือ หรือหน่วยที่เกี่ยวข้องทราบตลอดเวลา คือ
                           ๑๕.๓.๑ ยศ ชื่อ เครื่องหมาย และ สัญชาติ
                           ๑๕.๓.๒ หน่วยต้นสังกัด
                           ๑๕.๓.๓ ขณะพบตัวมีอาวุธหรือไม่ ให้ระบุประเภทและจำนวน
                           ๑๕.๓.๔ พบตัวที่ไหนและเมื่อใด
                           ๑๕.๓.๕ ได้เดินทางมาจากที่ใด
                           ๑๕.๓.๖ กำลังจะเดินทางไปที่ใด
                           ๑๕.๓.๗ เหตุผลที่ละทิ้งหน่วยของตนมา รวมทั้งเหตุผลอื่นๆ และได้อยู่กับหน่วยของตนครั้งสุดท้ายเมื่อใด
                           ๑๕.๓.๘ การดำเนินการกับทหารพลัดหน่วยผู้นั้น เช่น ส่งกลับทางสายแพทย์ ส่งตัวคืนหน่วยต้นสังกัด เป็นต้น
                           ๑๕.๓.๙ ข่าวสารเพิ่มเติม ถ้ามี
                       ๑๕.๔ เมื่อได้ตัวทหารพลัดหน่วยมา และ ภายหลังจากที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนทราบสาเหตุมีทหารพลัดหน่วยโดยแน่ชัดแล้ว ให้ปฏิบัติดังนี้
                           ๑๕.๔.๑ ถ้าปรากฏว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการรักษาความปลอดภัย ก็ให้ส่งตัวไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวหรือรักษาความปลอดภัย เพื่อซักถามต่อไป
                           ๑๕.๔.๒ ทหารพลัดหน่วยประเภท ก. ให้แนะนำทางหรือ นำส่งตัวให้หน่วยต้นสังกัดทันที
                           ๑๕.๔.๓ ทหารพลัดหน่วยประเภท ข. ให้จัดการรักษาพยาบาลและส่งกลับทางสายแพทย์
                           ๑๕.๔.๔ ทหารพลัดหน่วยประเภท ค. ให้จัดเจ้าหน้าที่อารักขานำพาส่งตัวกลับหน่วยต้นสังกัด
                           ๑๕.๔.๕ ทหารพลัดหน่วยประเภท ง. ให้แนะนำและส่งตัวไปรักษาพยาบาลที่ใกล้ที่สุดของสายส่งกลับสายแพทย์
                       ๑๕.๕ มาตราการที่ใช้ควบคุมทหารพลัดหน่วย อย่างน้อยให้รวมถึง
                           ๑๕.๕.๑ การบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบและคำสั่ง
                           ๑๕.๕.๒ การใช้มาตราการป้องกัน และตอบโต้การแทรกซึม หรือปฏิบัติการของตัวแทนข้าศึกและพลรบนอกแบบ
                           ๑๕.๕.๓ การควบคุมเส้นทางอพยพหรือเคลื่อนย้าย หรือ การสัญจรที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการทางทหาร หรือที่กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจในพื้นที่รับผิดชอบ
                           ๑๕.๕.๔ การรักษาความปลอดภัยให้พ้นจาก การจารกรรม การก่อวินาศกรรม และการบ่อนทำลายของฝ่ายข้าศึก
                           ๑๕.๕.๕ การวางมาตราการต่างๆ เกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการสัญจร การกำหนดเขตห้ามเข้า จุดตรวจ การปิดกั้นถนน ระบบบัตรผ่าน การออกนอกหน่วยที่พักในเวลากลางคืนและมาตราการอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน
           ข้อ ๑๖ การปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย
                       ๑๖.๑ การดำเนินการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย บุคคลพลัดถิ่น และพลเรือนชาวพื้นเมืองนั้น ตามปกติอยู่ในความรับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ ของฝ่ายกิจการพลเรือน ( สธ.๕ ) ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาอาจสั่งการให้สารวัตรทหารเข้าช่วยเหลือฝ่ายกิจการพลเรือนในเรื่องการเปิดดำเนินการค่ายกักกัน หรือสถานที่ตำบลรวบรวมผู้ลี้ภัย และการควบคุมการสัญจรของผู้ลี้ภัยก็ได้
                       ๑๖.๒ ผู้บังคับบัญชาอาจสั่งการให้สารวัตรทหาร ไปปฏิบัติหน้าที่ ควบคุมชายแดนเพื่อจัดการรักษาความปลอดภัย ควบคุมเศรษฐกิจด้านพลเรือน การดำเนินการเกี่ยวกับภาษีและศุลกากร การจับกุมผู้กระทำความผิด ผู้หลบหนี และผู้ที่มีประโยชน์ทางด้านข่าวกรองก็ได้ ทั้งนี้ โดยลำพังหรือร่วมมือประสานงานกับเจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้องตามขอบเขตแห่งอำนาจกฏหมายที่มีอยู่
ตอนที่ ๓
สถานีทหารสารวัตร
           ข้อ ๑๗ การจัดตั้ง เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและเพื่อความสะดวกแก่การสั่งการและควบคุมการปฏิบัติแก่สารวัตรทหาร นายทหารฝ่ายการสารวัตร อาจเสนอแนะให้ผู้บังคับบัญชา สั่งจัดตั้งสถานีทหารสารวัตรขึ้นก็ได้
           ข้อ ๑๘ ตำแหน่งและหน้าที่ สารวัตรทหารปฏิบัติงาน ณฯ สถานีทหารสารวัตร โดยปกติมีตำแหน่งและหน้าที่ดังนี้
                       ๑๘.๑ หัวหน้าสถานีทหารสารวัตร ให้นายทหารฝ่ายการสารวัตร เป็นหัวหน้าสถานีทหารสารวัตร มีหน้าที่ กำกับการ ประสานงานทั่วไป และรับผิดชอบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานทั้งปวงของสถานี หน่วยใดที่มีตำแหน่งผู้ช่วยนายทหารฝ่ายการสารวัตร ให้ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายการสารวัตรเป็นผู้ช่วยหัวหน้าสถานีทหารสารวัตร หากไม่มีตำแหน่งดังกล่าว ให้แต่ตั้งนายทหารเหล่าทหารสารวัตรผู้อื่นเป็นผู้ช่วยหัวหน้าสถานีทหารสารวัตรก็ได้
                       ๑๘.๒ นายทหารเวร เป็นผู้แทนของหัวหน้าสถานีทหารสารวัตร และประจำทำงาน ณ ที่ตั้งของสถานีทหารสารวัตร มีหน้าที่
                           ๑๘.๒.๑ อำนวยการและกำกับการปฏิบัติงานของสถานีทหารสารวัตรในระหว่างเวลาที่เข้าเวร
                           ๑๘.๒.๒ ออกคำสั่ง หรือคำแนะนำ ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีทหารสารวัตร
                           ๑๘.๒.๓ ตรวจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ประจำสถานีทหารสารวัตร
                           ๑๘.๒.๔ สั่งเจ้าหน้าที่ ประจำสถานีทหารสารวัตรผลัดหนุน ให้ปฏิบัติงานเมื่อจำเป็น
                           ๑๘.๒.๕ ตรวจสอบการปฏิบัติงานของสิบเวรอำนวยการ
                           ๑๘.๒.๖ วินิจฉัยสั่งการหรือแก้ปัญหาเมื่อมีเหตุสำคัญ
                           ๑๘.๒.๗ จัดทำและเสนอรายงานต่าง ๆ ตามหน้าที่
                       ๑๘.๓ นายสิบเวรอำนวยการ เป็นผู้กำกับการ และปฏิบัติงานของ สถานีทหารสารวัตรดังนี้
                           ๑๘.๓.๑ รับและบันทึกคำร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษ ตามแบบพิมพ์ ทบ. ๑๐๔ - ๐๐๓ (รายงานข้อกล่าวหา)
                           ๑๘.๓.๒ สอบปากคำขั้นต้นของผู้กระทำผิด ผู้ร้องทุกข์ผู้กล่าวโทษหรือพยาน เพื่อทราบข้อเท็จจริงสำหรับดำเนินการตามหน้าที่
                          ๑๘.๓.๓ ดำเนินกรรมวิธีทางธุรการเกี่ยวกับการค้นตัวควบคุมเลี้ยงดูหรือปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหา
                           ๑๘.๓.๔ รับเก็บรักษาและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถูกกล่าวหา โดยใช้แบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๐๖ (ใบรับทรัพย์สิน)
                           ๑๘.๓.๕ ปรึกษาและขอความคิดเห็นแพทย์ ในกรณีที่พบว่า ผู้ถูกกล่าวหาผู้ร้องทุกข์ผู้กล่าวโทษหรือพยาน มีร่างกายหรือจิตใจไม่สมประกอบ
                           ๑๘.๓.๖ รับผิดชอบดำเนินการ เกี่ยวกับบันทึกประจำวัน ตามแบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๐๒ ให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อย
                           ๑๘.๓.๗ รับผิดชอบดำเนินการเกี่ยวกับบันทึกหลักฐาน และรายงานต่างๆ ทางธุรการของสถานีทหารสารวัตร ให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อย
                           ๑๘.๓.๘ ดำรงการติดต่อและอำนวยการปฏิบัติของสายตรวจ
                           ๑๘.๓.๙ ติดป้ายและเก็บรักษา พยานหลักฐาน หรือของกลางต่างๆ โดยใช้แบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔ - ๐๐๘ (แผ่นป้ายแสดงทรัพย์สิน)
                           ๑๘.๓.๑๐ รายงานเหตุการณ์สำคัญให้นายทหารเวรทราบ
                           ๑๘.๓.๑๑ อำนวยการ และประสานงาน ในการปฏิบัติงานของสายตรวจ และกิจกรรมสืบสวนสอบสวน ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติ
                           ๑๘.๓.๑๒ สั่งผลัดหนุนให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในเมื่อนายทหารเวรไม่อยู่
                           ๑๘.๓.๑๓ ให้ข่าวสารต่างๆ แก่ทหารและประชาชนทั่วไป เฉพาะข่าวที่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยได้
                           ๑๘.๓.๑๔ ให้บริการเกี่ยวกับ ทรัพย์สินหาย และได้คืน หรือประสานงานกับส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง
                       ๑๘.๔ เสมียนเวร มีหน้าที่ช่วยเหลือนายสิบอำนวยการเกี่ยวกับงานด้านธุรการของสถานีทหารสารวัตร ทั้งเป็นผู้รับผิดชอบในการทำและเก็บรักษาบันทึกหลักฐานและแบบพิมพ์ต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายสิบเวรอำนวยการ
                       ๑๘.๕ นายสิบวิทยุ มีหน้าที่ทำการติดต่อทางวิทยุ บันทึก และเก็บรักษาหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้อง และเป็นผู้บันทึกแบบพิมพ์ ทบ.๑๐๔-๐๔๘ ( หลักฐานการใช้วิทยุของสารวัตรทหาร )
                       ๑๘.๖ หัวหน้าสายตรวจ ตามปกติปฏิบัติงาน อยู่ในความควบคุมของนายสิบเวรอำนวยการ มีหน้าที่
                           ๑๘.๖.๑ ตรวจตราสายตรวจ ทั้งก่อน ระหว่าง และเมื่อจะพ้นจากหน้าที่ ในเรื่องที่เกี่ยวกับสภาพของเครื่องแบบ ยุทธภัณฑ์ และการปฏิบัติหน้าที่
                           ๑๘.๖.๒ สั่ง หรือแนะนำ เจ้าหน้าที่สายตรวจ ให้ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะต่างๆ
                           ๑๘.๖.๓ จัดสายตรวจไปประจำที่และไปผลัดเปลี่ยน
                           ๑๘.๖.๔ สอดส่องดูแลให้แน่ใจว่าสายตรวจได้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยครบถ้วน
                           ๑๘.๖.๕ ตรวจเยี่ยมสถานที่และพื้นที่ต่างๆที่อยู่ใกล้เคียงกับเขตตรวจเพื่อศึกษาสถานการณ์และดำเนินการตามความจำเป็น
                           ๑๘.๖.๖ เสนอแนะให้แก้ไขคำสั่งสายตรวจ และพื้นที่ตรวจ
                           ๑๘.๖.๗ ประสานการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างสายตรวจกับนายสิบเวรอำนวยการ
                           ๑๘.๖.๘ สอดส่อง ดูแล ให้แน่ใจว่า สายตรวจที่พบ ได้รายงานเหตุการณ์ตามแบบพิมพ์ ทบ. ๑๐๔ - ๐๔๙ (รายงานของสายตรวจ) ครบถ้วน ถูกต้องหรือไม่
                           ๑๘.๖.๙ ปฏิบัติหน้าที่พิเศษต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
                           ๑๘.๖.๑๐ ดำรงการติดต่อกับสารวัตรทหารต่างหน่วย และเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยฝ่ายพลเรือนตามนโยบายที่กำหนดไว้
                       ๑๘.๗ ผู้ควบคุม มีหน้าที่ควบคุมผู้ถูกกล่าวหา มิให้หลบหนีและคอยดูแลเกี่ยวกับสวัสดิภาพต่างๆ ของผู้ถูกกล่าวหา และปฏิบัติงานธุรการที่เกี่ยวข้อง
                       ๑๘.๘ นายทหารสืบสวนสอบสวน ตามปกติมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงขั้นต้นเท่าที่จำเป็น เพื่อประกอบการรายงานตามที่นายทหารเวรสถานีทหารสารวัตรร้องขอ และมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาได้ทันทีเมื่อได้รับคำสั่งโดยตรงจากผู้บังคับบัญชา หรือในกรณีที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติประจำ
           ข้อ ๑๙ ระเบียบปฏิบัติงานของสถานีทหารสารวัตร เมื่อได้จัดตั้งสถานีทหารสารวัตรขึ้นแล้ว ให้ผู้มีอำนาจจัดตั้งสถานีทหารสารวัตรออกระเบียบปฏิบัติประจำ(รปจ.)เพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อบังคับระเบียบ หรือคำสั่งของทางราชการ ซึ่งมีผลบังคับเป็นการประจำในเขตพื้นที่ได้โดยไม่ขัดแย้งกับระเบียบนี้

ตอนที่ ๔
ข้อกำหนดอื่นๆ
            ข้อ ๒๐ แบบพิมพ์เพื่อความเป็นระเบียบ และประสิทธิภาพ ของการปฏิบัติของสารวัตรทหารตามระเบียบนี้ ให้ใช้แบบพิมพ์และคำอธิบายวิธีใช้แบบพิมพ์ที่กำหนดไว้ในผนวกท้ายระเบียบนี้
            ข้อ ๒๑ ให้กรมการสารวัตรทหารบก เป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจ
ออกระเบียบ หรือคำชี้แจงปลีกย่อยได้ตามความจำเป็น โดยไม่ขัดกับระเบียบนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙
(ลงชื่อ) พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก
( อาทิตย์ กำลังเอก )
ผู้บัญชาการทหารบก